วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Spring/Summer 2011 : "Seoul Fashion Week" Schedule


ตารางงาน"Seoul Fashion Week"ของฤดูกาลนี้ ถ้าตัดดีไซน์เนอร์ยอดฮิตแบรนด์เกาหลีออกไป ก็ยังเหลือโชว์ที่น่าสนใจอยู่อีกสองโชว์คือ"Manish Arora"กับ"Doo Ri"(ซึ่งจริงๆ"Doo Ri"ก็เป็นคนเกาหลีนี่นา..?) นอกจากนี้ยังมีโชว์ที่ไม่มั่นใจในรายละเอียดคือ"Hyères Gala Show" ถ้าเป็นผลงานเดียวกันกับ"Festival D'Hyères"ก็จะน่าสนใจมาก เพราะในงาน"Festival D'Hyères"ครั้งที่ผ่านมามีผลงานของดีไซน์เนอร์ไทยที่ชื่อ"Jasper Sinchai Chadprajong"รวมอยู่ด้วย คงต้องรอรายละเอียดมากกว่านี้ค่ะ น่าจะกลางเดือนหน้า..มั้ง

Spring/Summer 2011 : "Seoul Fashion Week" Schedule

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Fall/Winter 2010 - 2011 : Zara & H.E.

"Zara" Fall/Winter 2010-2011

เอาสองแบรนด์คู่กัดมารวมกันไว้ด้วยกัน ดิฉันว่าคนไทยหลายคนที่ไม่ได้สนใจแฟชั่นแบบติดตามข่าวมากมาย คงไม่รู้จักแบรนด์"H.E."หรืออีกนัยนึง.."MNG"ของผู้ชาย เขาว่ากันว่า..(เขา..ใครก็ไม่รู้)"H.E."นั้นใช้ดีไซน์เนอร์ยกทีมออกมาจาก"Zara"(ฝ่ายเสื้อผ้าชาย) ทำเอาเสื้อผ้าผู้ชายของ"Zara"ในช่วงนั้นเสียศูนย์ เหวี่ยงไปมา แต่จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ก็หลายปีแล้ว"H.E."ยังไม่ไปไหน จากโครงการที่จะปรับให้ร้าน"MNG"สาขาใหญ่ๆทั่วโลกมีเสื้อ"H.E."เข้าไปวางขาย แต่ตอนนี้"H.E."กลับกลายเป็นเพียงแค่แบรนด์เล็กๆ ที่แยกออกมาเปิดอยู่ไม่กี่สาขาทั่วโลก ในเอเซียน่าจะมีแค่ที่สิงค์โปรและเกาหลีอย่างล่ะสองสาขา โดยส่วนตัวดิฉันยังไม่เคยเห็นเสื้อผ้าแบรนด์นี้จริงๆ แต่เท่าที่ดูอนาคตคงไม่น่าสดใสนักค่ะ

"H.E." Fall/Winter 2010-2011

Picture : Zara , H.E.

H&M by Looklet

จริงๆคงมีมานานแล้วจำได้ว่าเคยผ่านตา แต่ด้วยความที่ไม่ได้ใส่ใจแบรนด์นี้มากนักเพราะเสื้อผ้าไม่สวย(โดยความคิดเห็นส่วนตัว) มาวันนี้เปิดดูแบบว่าเปิดดูให้ครบสามแบรนด์.."Zara","MNG"และ"H&M" เพราะว่าจะออกไปซื้อเสื้อดูว่ามันมีอะไรคืบหน้าบ้าง..5..5..5 เลยมาเจอแต่งตัวตุ๊กตา..ของ"H&M" ใครที่เคยเล่น"Looklet"แล้วคงรู้ว่าใช้ยังไงเพราะนี่"Looklet"ก็เป็นคนทำให้ แต่ของ"Looklet"นั้นไม่มีตัวผู้ชาย แต่ของ"H&M"มีให้เลือกเหมือนใน"Looklet"คือมีให้เลือกเป็นฝรั่ง,ผิวดำและคนเอเซีย(เกาหลี?)


ก่อนอื่นก็เลือกผู้ชาย..ว๊าย..เลือกนายแบบก่อนค่ะ แล้วก็เลือกเสื้อผ้าใส่ให้นายแบบที่เลือกไว้ เสียดายเสื้อผ้ามีแต่ของ"H&M"..ก็นี่เวปเค้านี่ย่ะ..จะให้มีแบรนด์อื่นได้ยังไง? เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้วจะเป็นแบบด้านล่างค่ะ แล้วสามารถเปลี่ยนชุดไปได้เรื่อยๆ..และเรื่อยๆ..ตามใจชอบ เสียแต่ว่า..เสื้อผ้าไม่ค่อยสวยเท่านั้นเอง..5..5..5


Picture : H&M

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Thierry Mugler : "Le Palace" Staff Uniforms

"Thierry Mugler"(ขวามือในภาพ)ใน"Le Palace" , ชุดพนักงานของ"Le Palace"(กลางภาพ)

Le Palace (1978 - 1985)

หลอดนีออนหลากสีบนเพดาน"Le Palace"ในปี1978

นิวยอร์คมี"Studio 54" ปารีสก็มี"Le Palace"ในเวลาเปิดและปิดที่ไกล้ๆกัน "Studio 54"เปิดในปี1977และปิดในปี1986 ส่วน"Le Palace"นั้นเปิดในปี1978และปิดในปี1985 ใครที่คิดว่า"Studio 54"นั้นล้ำที่สุดในตำนานดีสโก้ยุค70 ต้องมารู้จัก"Le Palace"ให้ดีก่อน เพราะแค่ชุดพนักงานแบบอวกาศสีแดง,ทองของที่นี่ก็ออกแบบโดย"Thierry Mugler"แล้วอย่างอื่นคงไม่ต้องพูดถึง

ด้านหน้าทางเข้าของ"Le Palace"(ซ้าย) , กำแพงนีออนสารพัดสีด้านในของ"Le Palace"(ขวา)

สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างของทั้งสองแห่งนอกจากจะเป็นศูนย์รวมของคนดัง,ดารา,นางแบบ,ดีไซน์เนอร์ในยุค70,80เหมือนๆกันแล้ว สถานที่ของทั้งสองแห่งยังดัดแปลงมาจากโรงละครเก่าด้วยกันทั้งคู่

แฟชั่นโชว์ใน"Le Palace"ปี1982

วิดีโอด้านล่างนี้แสดงให้เห็นยุครุ่งเรืองของ"Le Palace" จะเห็นว่าคนที่เข้าไปเที่ยวมีทั้งดีไซน์เนอร์อย่าง"Yves Saint Laurent","Kenzo Takada" บนเวทีมีโชว์ของนักร้องดังๆในยุคนั้นอย่าง"Grace Jones","Amanda Lear" พร้อมด้วยชุดพนักงานที่ออกแบบโดย"Thierry Mugler"

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"The Designer" (Season1) : รอบตัดสิน 12 คน


ถ้าทางว่าจะพึ่งเฟชบุ๊คอย่างเป็นทางการของรายการนี้ไม่ได้ เพราะไม่เคยประกาศวัน,เวลา,รายละเอียดอะไรเลย ผู้ชนะจากแต่ล่ะภาคก็เงียบหาย ฉะนั้นดิฉันไม่ได้เกี่ยวแต่รู้เรื่อง คงต้องบอกกันบ้าง นี่เป็นวันและเวลารอบตัดสินคัดเลือก12คนสุดท้ายจากตัวแทนทั้งสี่ภาค มีรายละเอียด..แบบหยาบๆดังต่อไปนี้ค่ะ

"The Designer" (Season1) : รอบตัดสิน 12 คน

วัน : จันทร์ที่ 30 สิงหาคม 2553

เวลา : ตั้งแต่ 10.00 น. - 17.00 น. (โดยประมาณ)

สถานที่ : ห้องสตูดิโอ ชั้นสี่ สยามพารากอน

หมายเหตุ : สามารถเข้าชมได้(มั้ง) แต่คงเข้าไปไม่ได้ทั้งหมด เพราะห้องเล็กมาก(มาก)

TCDC : แม่นาค..และ"Jean Paul Gaultier"

คงเป็นนิทรรศการเดียวบนโลกนี้ที่พาแฟชั่นไปพบกับผี คงเป็นเรื่องแปลกที่เห็นแม่นาคอยู่ในที่เดียวกับเสื้อผ้าของ"Jean Paul Gaultier" แต่นี่เป็นไปแล้วในนิทรรศการชื่อสั้นๆสยองขวัญว่า.."ผี"..ที่"TCDC"


โดยที่ทาง"TCDC"ได้นำเอาสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของมนุษย์ มาทำให้ผู้เข้าไปชมได้รู้จักการคิดเหมือนกับนิทรรศการทุกครั้งที่เคยจัดมา โดยในส่วนหนึ่งของงานได้มีการนำเสนอเสื้อผ้าที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเกี่ยวกับภูติผีและไสยศาสตร์ เช่นเสื้อผ้าที่เป็นชุดหมอผีของชาวเขาหรือเสื้อที่ทอจากเส้นใยของใบหนาดไปจนถึงเสื้อผ้าสมัยใหม่ของ"Jean Paul Gaultier"

"Jean Paul Gaultier" Spring/Summer 1996

โดยที่ไม่ห่างจากกันมากนักก็มีห้องที่มีเรื่องราวของหนังเรื่อง"แม่นาค" ผีระดับตำนานที่ทุกๆคนรู้จัก เป็นผีแบบไร้กาลเวลาและยุคสมัย โดยมีทั้งโปสเตอร์จริงแบบ"Vintage"และแบบที่ตีพิมพ์รวมอยู่ในเล่มของ"เอนก นาวิกมูล" และยังมีแบบภาพยนต์รวมไปถึงเสื้อผ้าที่ใช้ในหนังฉบับของ"นนทรีย์ นิมิบุตร"


หมายเหตุ : น่าจะเป็นงานนิทรรศการที่คนเข้าไปดูค่อนข้างเยอะงานนึงของ"TCDC" ทางเข้าไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อนและตาไม่ดี ไม่ได้น่ากลัว..แต่บรรยากาศไม่น่าไว้ใจ ตัวงานค่อนข้างมืดมากแก่หรือตาไม่ดีควรเอาแว่นไป

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Vivienne Westwood Shoes : An Exhibition 1973 - 2010


นิทรรศการของ"Vivienne Westwood" ที่รวบรวมรองเท้าคู่ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุค70มาจนถึงปัจจุบัน นิทรรศการนี้จัดขึ้นที่"Ultra Lounge"ในห้าง"Selfridges"กรุงลอนดอน ตั้งแต่วันที่26สิงหาคมจนถึง22กันยายนปีนี้

1973 (Left) , 1981 (Right)

1983

1988

1993

1994

1995

Picture : Zimbio

Fall/Winter 2010 - 2011 : BFS Men's Preview

Sunshine

Issue

Greyhound & Playhound

Zenithorial

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Fall/Winter 2010 - 2011 : กระเป๋า"D&G"ใบล่ะ..ห้าร้อยกว่าบาท..?


เนื่องในวาระดิถี"D&G"ปิดร้านสาขาทั้งหมดในญี่ปุ่น ทาง"D&G"และหนังสือ"Spur"ของญี่ปุ่นก็เลยมีหนังสือเล่มพิเศษออกมา หนังสือ"Spur"เล่มที่ว่าแถมกระเป๋า.."D&G"..กรี๊ด..ด..ด..ด..รุ่นใหม่..กรี๊ด..ด..ด..ในราคาประมาณ550บาทไทย..กรี๊ด..ด..ด..ด..ด.. แต่เสียใจโทรเช็คร้าน"Kinokuniya"แล้ว เล่มนี้ไม่ส่งออกนอกประเทศ..กรี๊ด..ด..ด..ด.. ใครที่หมายมั่นปั้นมือกระเป๋า"D&G"ราคาห้าร้อยกว่าบาทใบนี้(ถึงแม้จะเป็นผ้าแคนวาสพิมพ์ลายก็เถอะ) ลองพยายามไปดูร้านหนังสือญี่ปุ่นอื่นๆดูน่ะค่ะเพื่อมีหลุดเข้ามา

ป.ล. ถ้ามีแล้วเจอ..อย่าเงียบ บอกกันบ้าง

Picture & Details : Fashionsnap

Bangkok : Airport Rail Link

แผนที่ทั้งแปดสถานี

เพิ่งได้ลองไปนั่ง"Airport Rail Link"หรือที่เราเรียกกันสั้นๆแบบไทยๆและได้ใจความกว่านั้นว่า"แอร์พอร์ท ลิงค์" ตอนที่เขาให้นั่งฟรีไม่ได้นั่ง เพราะเวลานั้นบีบรัดเหลือเกิน เหมาะกับคนที่วันๆไม่มีอะไรทำกับคนที่ทำงานแถวนั้นถึงจะลองนั่งได้ แต่นี่คือเปิดแล้ว..คือเปิดใช้งานจริงๆแล้วแต่ยังไม่เต็มรูปแบบ

เครื่องขายตั๋วอัตโนมัตรถไฟฟ้าธรรมดาสถานีกรุงธนบุรี , ทางเชื่อมไปสถานีพญาไทของ"ARL"

ด้วยความงกที่ว่ามันจะนั่งจริงๆจากบ้านไปถึงสนามบินจริงๆได้ไหม? เลยลองนั่งจากสถานีหลังบ้านคือสถานีกรุงธนบุรีมาลงที่สถานีพญาไทเพื่อต่อ"แอร์พอร์ท ลิงค์"สถานีพญาไท(สองสถานีชื่อเดียวกัน) ตรงนี้น่าจะเป็นสถานีเดียวที่เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าธรรมดากับรถไฟฟ้า"แอร์พอร์ท ลิงค์" โดยออกจากทางออกที่5ของสถานีรถไฟฟ้าพญาไทก็จะเจอทางขึ้นของ"แอร์พอร์ท ลิงค์"

ซ้ายทางออกจากทางออกที่5ขวาทางขึ้นสถานี"แอร์พอร์ท ลิงค์" , ทางขึ้น"แอร์พอร์ท ลิงค์"

ทางขึ้นของ"แอร์พอร์ท ลิงค์"สถานีพญาไทนั้นใหญ่โตโอราฬ..ผิดกับตัวชานชลา ดิฉันแปลกใจ(มาก)ตัวสถานีนี้เป็นสถานีที่สะดวกที่สุดสำหรับการขึ้นรถไฟ"แอร์พอร์ ลิงค์"แบบเส้นทาง"City Line" ซึ่งคนต้องใช้เยอะกว่าแบบเส้นทาง"Express"อยู่แล้ว แต่..ส่วนที่ยืนรอรถไฟฟ้ากลับแคบเท่าสถานีรถไฟฟ้าสถานีสะพานตากสิน..แคบจนน่ากลัว โดยเฉพาะตอนคนเยอะๆอย่างวันที่มาลองขึ้นนี้

ห้องจำหน่ายตั๋ว..วันแอนด์โอนลี่..

ตัวสถานีใหญ่มาก..แบบว่า..จอดเรือไททานิคได้สามลำ..มีห้องขายตั๋วที่เดียว? แต่ตอนนี้คือเหมือนทดลองใช้ขั้นที่สอง(สาม..สี่..ห้า) เดี๋ยวคงมีการแก้ไขเมื่อเปิดใช้จริงที่มีการโหลดกระเป๋าจากสถานีได้เลย(แต่ตอนนี้คนมันก็เยอะแล้วน่ะค่ะ?) ตอนนี้ค่าเดินทางต่อเที่ยวเฉพาะแบบเส้นทาง"City Line"15บาทต่อการเดินทางหนึ่งครั้งตลอดเส้นทาง(พญาไท-สุวรรณภูมิ) โดยมีสถานีระหว่างทางแปดสถานี..สถานีแปลกๆทั้งนั้น(5..5..5) มันก็รู้สึกเหมือนกับว่านี่คือรถไฟฟ้าอีกหนึ่งเส้นทางนึง ที่เป็นเส้นไปทางรามคำแหง ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ

หมายเหตุ : 1. ใครตูดใหญ่,เชิงกรานใหญ่แบบมีบุตรแล้ว,สะโพกดินระเบิด..อาจนั่งไม่สบาย เพราะตัวเก้าอี้ค่อนข้างแคบและตื้น 2. การเดินทางไปด้วยรถไฟฟ้าเส้นนี้เหมาะกับผู้ที่มีสัมภาระน้อยๆ ใบเดียวขนาดกลางๆ ไม่เหมาะกับการเดินทางแบบย้ายบ้านหลายๆใบ 3. ขากลับน่าจะสะดวกกว่าขาไป 4. รอสถานีพญาไทอย่าอยู่หน้ามาก อาจได้เล่นหนัง(ผี)ญี่ปุ่น คือตกไปโดนรถไฟทับเพราะชานชลาแคบมาก หมายเหตุย้าว..ยาว..ว..

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...