แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Vintage แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Vintage แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Kaisik Wong (1950-1990)

Kaisik Wong 1974 (Right in Pictue): Image Minniemuse (Left), Parrot Jacket 70's: Image Etsy

"Kaisik Wong"เป็นนักออกแบบชาวอเมริกัน(เอเซียน-อเมริกัน)ที่มีอิทธิพลต่อนักออกแบบในยุคต่อๆมา แต่กลับไม่ค่อยมีคนเขียนเรื่องถึงเท่าไหร่นัก นอกจากกลุ่มคนที่เขียนถึงประวัติศาสตร์แฟชั่นและพวกที่ชอบจับผิดแฟชั่น..5..5..5 ถึง"Kaisik Wong"จะมีผลงานออกมาตั้งแต่ในช่วง 60's-70's แต่คนกลับมากล่าวถึงเป็นอย่างมากในช่วงปี 2001 เนื่องจากมีผลงานของ"Nicolas Ghesquière"ที่ออกแบบให้กับ"Balenciaga"ในฤดูกาล"Spring/Summer 2002"มีแบบที่คล้ายกับผลงานของ"Kaisik Wong"ที่ผลิตขึ้นในปี 1973 ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิจารณ์กันมากว่านี่คือแรงบันดาลใจหรือการลอกเลียนแบบ

Vintage Kaisik Wong 1973: Image Minniemuse (Left), Runway Balenciaga Spring/Summer 2002: Image Iivingly (Right)


ต่อมาในปี 2009 เสื้อผ้าจากการออกแบบของ"Nicolas Ghesquière"ในฤดูกาล"Cruise 2010"ก็ได้รับการวิจารณ์อีกครั้งว่ามีลักษณะคล้าย"Parrot Jacket"ของ"Kaisik Wong"ที่ออกมาในช่วง 70's (ซึ่งเสื้อรุ่นนี้โดนผลิตออกมาหลายสีมากจนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของ"Kaisik Wong") และหลังจากนั้นยังมีนักออกแบบคนอื่นๆนำเอา"Parrot Jacket"ของ"Kaisik Wong"มาดัดแปลงใช้กับผลงานของตัวเองอย่างเช่น"Miu Miu"จากฤดูกาล"Spring/Summer 2011"และ"Lanvin"จากฤดูกาล"Fall/Winter 2019-2020"

Balenciaga Cruise 2010: Image Vogue (Left), Miu Miu Spring/Summer 2011: Image Iivingly (Middle), Lanvin Fall/Winter 2019-2020: Image Vogue (Right)

นอกจากชิ้นงานที่คล้ายจนเกือบเหมือนที่ยกตัวอย่างมาแล้วด้านบน ยังมีผลงานที่ได้รับอิทธิพลเทคนิคงานตัดต่อหนังสลับสีจาก"Kaisik Wong"อย่างเห็นได้ชัดเจนเช่นผลงานของ"Thierry Mugler"(ไม่ทราบปีของผลงานแต่น่าจะประมาณปลาย 80's ถึงต้น 90's)

Thierry Mugler (Late 80's-Early 90's): Image Farfetch

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563

นางรำของ"Kansai"

Vintage Kansai Yamamoto Spring/Summer 1981: Image Uniquely Diamond

ลายปักหน้านางรำบนเสื้อของ"Kansai Yamamoto"จากฤดูกาล"Spring/Summer 1981" จะบอกว่าเป็นการดัดแปลงมาจากนางรำของไทยก็ได้ เพราะลักษณะของเครื่องประดับศรีษะกับตำแหน่งการประดับดอกไม้(ตัวนางจะทัดดอกไม้ด้านซ้าย)

Kansai Yamamoto Spring/Summer 1981: Image Europeana

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Thierry Mugler: Fall/Winter 1989-1990

Runway: Image Getty Images (Left), Vintage: Image Goodesignstyle (Right)

เมื่อหลายวันก่อนได้เจอรูปเสื้อของ"Thierry Mugler"จากฤดูกาล"Fall/Winter 1989-1990"เข้าโดยบังเอิญใน"Instagram"ของ"Goodesignstyle" ซึ่งมีสถานะว่าโดนจำหน่ายไปแล้ว เลยลองสอบถามทางร้านไปว่าขายไปราคาเท่าไหร่(ก็อยากรู้ไง..5..5..5) ทางร้านได้ตอบกลับมาว่าขายไปในราคา 4,XXX บาท เพราะชุดมีตำหนิ แต่เท่าที่ดูจากรูปของทางร้าน ชุดนี้ค่อนข้างสมบูรณ์มากๆ แน่นอนว่ามันมีบางส่วนต้องเสื่อมไปตามอายุขัยอยู่แล้ว ก็มันโดนผลิตมาตั้ง 31 ปีแล้ว ที่ตื่นเต้นออกนอกหน้าเพราะผลงานนี้หาค่อนข้างยากแม้แต่ในเวปไซต์ขายของวินเทจดังๆของต่างประเทศก็ยังไม่ค่อยเจอผลงานของฤดูกาลนี้ แถมนี่ยังขายอยู่ในไทยด้วย ชื่อของฤดูกาลนี้ยังค้นไม่เคยเจอ..มันคงมีแหละแต่นี่ยังไม่เจอ..5..5..5 แต่ชุดในภาพนี้อยู่ในส่วนกลุ่มย่อยที่ชื่อว่า"City Samba"(ตามสเก็ตช์ด้านล่าง)

Vintage: Image Goodesignstyle

Thierry Mugler Portfolio: Image Walid Zou'bi

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Koro Koso by Ong-Art Niramon


ดิฉันเป็นโรคชอบเก็บของ..เหมือนคนแก่ทั่วไป อย่างที่เขาเรียกกันว่าสมบัติบ้า สร้อยคอพลาสติกทำจากของเด็กเล่นไปจนถึงเข็มกลัดอันเล็กอันน้อย ของบางอย่างในสายตาบางคน..อย่างที่บอก..มันมีความหมายไม่ต่างอะไรไปจาก"ขยะ"ชิ้นนึงเท่านั้น แต่กับบางคน..คนที่บ้าพอๆกัน(5..5..5)มันอาจสวยมากและหาค่ามิได้(5..5..5) ดิฉันเคยไปบ้านดีไซน์เนอร์ไทยอยู่แค่สามคนที่มีเครื่องประดับและของสวยๆเก็บไว้เยอะแยะ คนแรก"ปริญญา มุสิกมาศ"เป็นของทำเองซ่ะเยอะ และตอนนี้คงกระจัดกระจายไปหมดแล้วตามกาลเวลา คนที่สอง"ณรงค์ศักดิ์ เอกพันธ์"พี่ต๋อยมีของสวยๆเยอะแยะส่วนใหญ่มาจากปารีส มีตั้งแต่ขนนกสวยๆสีแปลกๆไปจนถึงหุ่นโชว์เสื้อ ซึ่งเท่าที่รู้ของที่พี่ต๋อยเก็บไว้โดนนำออกมาขายหลังจากที่พี่ต๋อยเสียชีวิตลง และคนสุดท้าย..ที่กำลังจะเขียนถึงอยู่คู่ฟ้าแฟชั่นเมืองไทยมาจนถึงเดี๋ยวนี้"องอาจ นิรมล" พี่ป๋องมีเครื่องประดับเป็นลัง แยกหมวดหมู่เก็บไว้อย่างเรียบร้อย มาวันนี้..ไม่อยากเก็บแล้ว..หรืออย่างไรไม่ทราบ..ต้องโทรถามกันเอง พี่ป๋องเลยเปิดท้ายขายของเก่า..5..5..5 เอาของ"เห็นปั๊บจับใจ"ออกมาเทขาย คงยังไม่หมด..แต่คงทยอย ของส่วนมากมีรายละเอียดของเครื่องประดับบอกไว้ทั้งวัสดุและยุคสมัย สนใจสามารถติดต่อซื้อและสอบถามรายละเอียดรวมไปจนถึงตบตีได้ตามลิงค์ที่ด้านล่างค่ะ


วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Blog : Retrolounge


แฟชั่น..ย่อมมีที่มา..และที่ไป มีอดีต..ปัจจุบัน..และอนาคต งานศิลปหลายอย่างเกี่ยวข้องและเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน มีอิทธิพลต่อกันในแบบวงกลม อดีต..ไม่ใช่ขยะ..หรือ..อุจจาระ..อย่างที่คนรุ่นใหม่บางคนเขียนเปรียบเทียบไว้ตามบอร์ดต่างๆ บางคนมองแฟชั่นจากภาพที่เห็นณ.ปัจจุบัน บางคนสงสัยจึงมองมันกลับไปถึงที่ที่มันมา บางคนสามารถมองเห็นถึงอนาคตของมันได้ หลายสไตล์ปัจจุบัน..ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นการนำกลับมาใช้ มีทั้งแบบฉลาด..และแบบโง่ เพราะตลาดของแฟชั่นมีหลายกลุ่ม..5..5..5 หลอกง่าย..หลอกยาก "Retrolounge"เป็นที่ที่นึงที่รวบรวมลิงค์จากหลายๆที่ มารวมกันไว้ หลายยุค..หลายสมัย..หลายสไตล์ ทั้งเสื้อผ้า,การตกแต่ง,เครื่องใช้ เป็นวัตถุดิบชั้นดี..แต่อาจจะย่อยยากสำหรับบางคน นั่นคงต้องแล้วแต่..วิจารณญาณ..ของแต่ล่ะบุคคล

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Théâtre de la Mode


"Théâtre de la Mode"คือชื่องานนิทรรศการที่จัดขึ้นเมื่อปี1945(พ.ศ.2488)ที่กรุงปารีส แต่ภาพที่นำมาลงประกอบบทความนี้น่าจะเป็นภาพที่นำผลงานออกมาถ่ายใหม่ในยุคปัจจุบัน เพราะการจัดฉากด้านหลังเป็นการจัดแบบสมัยใหม่ แต่ก็..ไม่มีหลักฐานว่าที่ไหน,เมื่อไหร่,อะไร,ยังไง..5..5..5


ข้อมูลค่อนข้างไม่ละเอียด ดูแต่รูป..รู้แต่พองามก็แล้วกันน่ะค่ะ กว่านี้ดิฉันคงต้องทำเป็นวิทยานิพนธ์ แก่แล้วอย่าทำเลย..ให้คนรุ่นใหม่ๆเขาทำดีกว่า..5..5..5(ว๊าย..ขากรรไกรค้าง) สมัยนี้ใครๆเขาก็ว่าให้คนรุ่นใหม่เขาทำ..แก่แล้วให้อยู่เฉยๆ..นิ่งๆ..5..5..5(แหม..เส้นตื้นจริงๆดิฉันเนี่ย..)


เห็นไหม..คนแก่ก็แบบนี้..ขี้เมาท์,ขี้อิจฉา..ก็คนมันไกล้จะหมดประโยชน์แล้วนี่ ไม่เหมือนเหล่าบรรดาหุ่นในรูป ทำมาตั้ง66ปีแล้ว..ยังสวยอยู่เลย กาลเวลาไม่สามารถทำให้มันกลายเป็นของที่ไร้ค่า เท่าที่อ่านดูและระบบประมวลผลของดิฉันทำงานไม่ผิดพลาดมากนัก หุ่นเหล่านี้มีความสูง2ฟุต และเหตุผลที่ทำขึ้นมาก็เพราะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ยากแก่การแสดงผลงานแฟชั่นโชว์ นี่คือทางออกของการอยู่รอดและต่อเนื่องของแฟชั่น"Haute Couture"


งานแสดงนิทรรศการ"Théâtre de la Mode"ครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อ27มีนาคม1945 จนเมื่อ8พฤษภาคมจึงได้ย้ายไปจัดแสดงต่อที่กรุงลอนดอน บางข้อมูลบอกว่ามีการนำกลับมาแสดงอีกครั้งในยุค90 แต่ข้อมูลนั้นกระท่อนกระแท่น ประกอบกับ..แก่แล้ว..5..5..5..ขี้เกียจหาต่อ ก็..ชั้นไม่ใช่คนรุ่นใหม่นี่ย่ะ..5..5..5


วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Madame Grès : La Couture à L'Oeuvre'


ปีนี้..เป็นปีแฟชั่นอย่างแท้จริงในหลายสิบปีที่ผ่านมา นี่ถ้าไม่คิดว่าปีกระต่ายนี้..เป็นปี"ชง"กับดีไซน์เนอร์ เพราะโดนไล่ออก,ลาออกกันเป็นทิวแถวยาวเหยียด น่าจะเป็นปีที่ดี..น่า..น่ะ..อย่างน้อยๆก็กับงานนิทรรศการของดีไซน์เนอร์ต่างๆที่ทยอยกันจัด สวยและใหญ่มากทุกงาน..ลงรูปกันแทบไม่ทัน


คนที่เพิ่งเริ่มสนใจแฟชั่นหรือคนรุ่นใหม่ๆอาจไม่รู้จัก"Madame Grès" "Madame Grès"มีชื่อเสียงเป็นรู้จักเพราะงานเดรป..เดร้ป..เดรป และเป็นดีไซน์เนอร์ในระดับตำนาน ถึงแม้ทุกวันนี้จะไม่มีห้องเสื้อของ"Madame Grès"แล้วก็ตาม นี่เป็นนิทรรศการใหญ่น่าจะหนแรก(อันนี้ไม่แน่ใจค่ะ)ของ"Madame Grès" โดยจัดขึ้นที่"Musée Bourdelle"กรุงปารีสในระหว่างวันที่25มีนาคมถึง24กรกฏาคม


Picture : WWD

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

GQ : 70's - 80's

Summer 1974

แต่ก่อนนี้หนังสือ"GQ"ดูแฟชั่น..หมายความว่าแฟชั่นเป็นหลักเรื่องอื่นๆเป็นรอง และมากขึ้นจนดูแฟชั่นจ๋าในช่วงต้นยุค80 ที่ภายในเล่มอุดมไปด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใส(ก็ตามแฟชั่นในยุคนั้น) แต่จากนั้นไม่นานก็มีเสียงนกเสียงกาเมาท์ว่า.."มันดูเกย์".."มันไม่แมน"..อะไรทำนองนั้น แต่เหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังก็คือการระบาดของโรค"AIDS" ทำให้อะไรที่เกี่ยวกับเกย์กลายเป็นเรื่องผิดหรือดูไม่ดี

1976 , 1977 , 1979

ทำให้หนังสือต้องปรับรูปแบบแฟชั่นและเนื้อหาบางบางส่วนให้"แมน"ขึ้นในช่วงกลางยุค80 จนกลายเป็นหนังสือเชย..แก่..สูงอายุไปหลายปี จนมาถึงยุคปัจจุบัน..คือหลังปี2000มาที่หนังสือ"GQ"กลับมามีเรื่องราวเกี่ยวกับแฟชั่นเยอะขึ้นและทันสมัยมากขึ้น จริงๆทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นอยู่กับยุคสมัยและรูปแบบการดำรงชีวิต แต่คงยาก..ที่จะเห็นมีนายแบบใส่กางเกงว่ายน้ำขึ้นปก"GQ"อีกในยุคนี้

1980 , 1981 , 1982

Picture : GQ

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เปรียว : 1983


จริงๆที่ไปขโมยรูปนี้มาลงไม่ได้จะเขียนถึงเสื้อของคุณ"ศิระ กุลเศรษฐศิริ" แต่ว่าจะเขียนถึงฉากหลังสถานที่..อะไรทำนองนั้น ใครที่เกิดในยุคหลังๆจะไปรู้ได้ยังไงว่าสีลมจะมีที่แบบนี้


ตึกที่ใช้ถ่ายแฟชั่นเซทนี้เป็นโรงเรียนเก่า ค่ะโรงเรียน..น่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาล..ถ้าจำไม่ผิด อยู่หัวถนนสีลม ซึ่งภายหลังทุบทิ้งกลายมาเป็นตึกหน้าตาน่าเกลียดน่าชังชื่อว่าโรบินสันสีลม ซึ่งห้างที่ว่าก็ทรงๆทรุดๆมาตลอดจนตอนนี้ปิดกิจการไปแล้ว ไม่รู้จะกลายเป็นอะไรอีก ในเมืองไทยเมื่อก่อนนี้มีตึกสวยๆอยู่ในเมืองมากมาย ก็เอามาทุบ..ทุบ..และทุบ..ทำตึกแถว,ทำห้าง ด้วยนัยว่าบริหารที่ดินให้เกิดประโยชน์สูง..ง..ง..สุด อย่างภัตตาคารเก่าชื่อดังอย่าง"ห้อยเทียนเหลา"ตึกสวยแต่งสวย เขาก็เอามาทุบทิ้งทำเป็นตึกแถวหน้าตาเหมือนตึกกงเต็ก..แถมขายไม่ออกอีกต่างหาก..เศร้าใจ