แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 80's แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 80's แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

Thierry Mugler: Fall/Winter 1984-1985 (Original Finale Music)

Image Vogue, Music Soundtrack Fred

ในฤดูกาล"Fall/Winter 1984-1985"ที่เป็นงานฉลองครบรอบ 10 ปีของ"Thierry Mugler"ที่ได้จัดขึ้นที่"Zénith Paris"เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 1984 ได้เลือกใช้เพลงประกอบจากภาพยนต์เรื่อง"King of Kings"ปี 1961 มาใช้เดินในฉากจบของโชว์นี้

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565

The Fédération de la Haute Couture et de la Mode: Tribute to Thierry Mugler

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ว่าด้วยเรื่องงานเขียนจาก 1988-2021

ELLE Thailand: December 2021: Image ELLE Thailand

ว่ากันตามหลักความจริงแล้วการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับแฟชั่นในสื่อสิ่งพิมพ์เช่นนิตยสารหรือแม้แต่ออนไลน์ตามยุคสมัยอย่าง"Blogger"นั้นได้รับความสนใจน้อยลงเนื่องจากมีทางเลือกอื่นๆมากขึ้นตามยุคสมัย แต่สิ่งพิมพ์และ"Blogger"นั้นก็ยังเป็นแหล่งข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้มากกว่าสื่อออนไลน์อื่นๆอยู่ดี จากที่ได้เป็นส่วนนึงของบทความที่มีชื่อว่า"Thierry Mugler Hot Couture"ในนิตยสาร"ELLE Thailand"ฉบับเดือนธันวาคม 2021 เลยได้รับรู้ว่าการทำงานนั้นมีหลายขั้นตอนซับซ้อนมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมากมาย(ก็แน่ละย่ะ..ผ่านมาตั้ง 33 ปี..5..5..5) แต่ในขณะเดียวกันก็รวดเร็วมากขึ้นด้วย แต่ก่อนนี้ในยุค 80 นั้นเขียนแล้วส่งพิสูจน์อักษรแล้วส่งกลับมาที่คนเขียนอ่านอีกครั้ง แล้วก็ส่งพิมพ์เลย แต่ในยุค 2020 นี้พิมพ์แล้วส่งไปผ่านขั้นตอนต่างๆซึ่งมากกว่าแต่รวดเร็วกว่ามาก นั่นคือข้อดีของคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตในยุคนี้

Hello: February 1988: Image National Library of Thailand

เมื่อย้อนกลับไปดูงานเขียนของตัวเองในปี 1988 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มต้นเขียนลงในนิตยสาร"Hello"เป็นเล่มแรก(ก็เขียนเล่มเดียวไหม?..5..5..5) ได้พบข้อผิดพลาดมากมายในการเขียน..ทั้งๆที่ใช้เวลาในแต่ละขั้นตอนนานกว่าการเขียนในสมัยนี้มาก เพราะตอนนั้นเขียนด้วยลายมือแล้วกองบรรณาธิการเอาไปแกะแล้วพิมพ์ออกมาให้ตรวจและระหว่างในช่วงเวลานั้นแผนกที่ทำเกี่ยวกับรูปแบบของหนังสือก็ต้องเอาหนังสือทั้งหมดไปฉีกเป็นชิ้นๆเพื่อถ่ายรูป..ก็สมัยนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ไง บอกแล้วว่าแต่ละขั้นตอนของสมัยก่อนนั้นยากกว่าสมัยนี้เพราะไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ในขั้นตอนที่ยากลำบากนี้กลับมีข้อผิดพลาดมากมายตั้งแต่ตัวคนเขียนเองที่ยังเด็กอยู่มาก(25 ปี)และทีมงานส่วนกลางที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องแฟชั่นโดยตรง ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็นความก้าวหน้าในเวลา 33 ปีที่ผ่านมาในการทำนิตยสาร

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

An American in Paris

Patrick Kelly (Left): Image Imgur, Virgil Abloh (Right): Image Michel Gaubert

จากข่าวการเสียชีวิตของ"Virgil Abloh"เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2021 เลยทำให้ผู้เขียนนึกถึง"Patrick Kelly"ที่มีส่วนคล้ายกัน ทั้งสองคนเป็น"African-American"ที่มาสร้างชื่อเสียงใน"Paris"โดยที่"Patrick Kelly"นั้นมีแบรนด์ของตัวเองเพียงอย่างเดียวแต่"Virgil Abloh"นั้นมีทั้งแบรนด์ตัวเองอย่าง"Off-White"และเสื้อผ้าผู้ชายที่ทำให้กับ"Louis Vuitton" ทั้งสองคนได้นำเอาวัฒนธรรมของ"African-American"มาใช้ในการนำเสนอผลงานให้คนทั้งโลกได้จับตามอง และทั้งสองคนได้เสียชีวิตลงก่อนวัยอันควรในขณะที่ยังมีชื่อเสียง โดย"Patrick Kelly"นั้นได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 35 ปีจากการติดเชื้อ"HIV"ในวันที่ 1 มกราคมปี 1990 โดยมี"Fall/Winter 1989-1990"เป็นการแสดงผลงานครั้งสุดท้าย ส่วน"Virgil Abloh"ได้เสียลงด้วยวัย 41 ปีจากโรคมะเร็งในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2021 โดยมี"Fall/Winter 2021-2020"ที่"Off-White"และเสื้อผ้าผู้ชาย"Spring/Summer 2022"ที่"Louis Vuitton"เป็นการแสดงผลงานครั้งสุดท้าย

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

Thierry Mugler for Pronuptia


ผลงานของ"Thierry Mugler"ที่ทำให้กับ"Pronuptia"ที่เป็นแบรนด์ชุดแต่งงานของฝรั่งเศสในปี 1989 ถ้าเป็นสมัยนี้คงต้องเรียกว่า"Thierry Mugler x Pronuptia"เพราะถือว่าเป็นงาน"Collaboration" แต่ในสมัยนั้นไม่นิยมใช้คำว่า"Collaboration"หรือใช้สัญลักษณ์"x"แบบในปัจจุบัน ส่วนข้อมูลและรูปนั้นมีน้อยมากจริงๆ ในภาพด้านซ้ายบนน่าจะเป็นบัตรเชิญเพราะมีการระบุวันที่ว่าวันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ 1989 ส่วนภาพด้านขวาน่าจะมาจากภาพโฆษณาในนิตยสาร

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

Issey Miyake's Acrylic Bustier

Issey Miyake: Fall/Winter 1980-1981: Image Getty Images, Jean Luce Huré

จริงๆแล้วเคยเขียนบทความเกี่ยวกับเสื้อตัวนี้มาแล้วครั้งนึงในปี 2010 (หูย 11 ปีแล้วเนอะ..5..5..5) โดยใช้ชื่อบทความว่า"Issey Miyake : Plastic Bustier (Fall/Winter 1980-1981)"ที่นำมาเขียนอีกครั้งนี้ด้วยรูปและข้อมูลที่มีเยอะขึ้น ประกอบกับบทความที่เกี่ยวกับเสื้อผ้ายุค 80 ที่เป็นภาษาไทยค่อนข้างมีคนเขียนถึงน้อย 

ภาพขาวดำด้านบนด้านซ้ายคือภาพของ"Issey Miyake"ที่ออกมาพร้อมกับเหล่านางแบบที่ใส่เสื้อตัวนี้ในตอนจบของการแสดงผลงาน ส่วนภาพกลางและภาพขวาคือภาพของนางแบบขณะแสดงผลงานเสื้อตัวนี้บนเวที

Issey Miyake: Fall/Winter 1980-1981: Image Europeana

ในการแสดงผลงานบนเวทีนั้นนางแบบใส่เสื้อตัวนี้คู่กับกางเกงและเสื้อคลุมที่มีคู่สีเดียวกัน เสื้อตัวนี้มีชื่อเรียกตามลักษณะหลายอย่างเช่น"Bodice","Breastplate"และ"Bustier" รวมไปถึงวัสดุที่ใช้ทำก็เรียกได้หลายแบบเช่น"Acrylic","Plastic"และ"Polyester Resin"


ในการแสดงผลงานเมื่อเดือนมีนาคมปี 1980 (พ.ศ. 2523) เสื้อตัวนี้โดนผลิตออกมาหลายสีแต่แต่ละสีน่าจะผลิตออกมาจำนวนไม่เยอะนัก เท่าที่เคยเห็น"Grace Jones"มีเสื้อตัวนี้อยู่ 2 ชิ้นคือสีดำและสีน้ำเงิน ส่วนมากแล้วเสื้อตัวนี้จะอยู่ในพิพิธภัณฑ์เสียเป็นส่วนมาก ที่มีหลุดออกมาประมูลจะมีราคาที่สำรวจได้หนสุดท้ายเมื่อปี 2016 คือชิ้นละประมาณ 468,420 บาท (ตัวล่างซ้ายสีสัมฤทธิ์)

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564

Fashion News: Paris Exhibition

From Left to Right: Thierry Mugler, Couturissime: Image FNAC,
Vogue Paris 1920-2020, Une histoire de la mode: Image CNAP, CinéMode: Image FHCM

งานนิทรรศการแฟชั่นที่แสดงถึงความเป็นมาของแฟชั่นของคนยุคก่อนมีความสำคัญมากต่อคนยุคใหม่ นี่คือสิ่งนึงที่ทำให้"Paris"ยังคงสภาพความความเป็นเมืองหลวงของแฟชั่นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะ"Paris"มีรากฐานของแฟชั่นที่แข็งแรงยิ่งกว่าเมืองแฟชั่นอื่นๆ มาในปลายปี 2021 นี้หลังจากที่โลกประสบปัญหาเรื่องโรคระบาด"Covid-19"มานานและใหญ่หลวง ทั้งญี่ปุ่นและฝรั่งเศสแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางด้านแฟชั่นของฝั่งเอเซียและฝั่งยุโรป โดยการที่เมื่อ"Tokyo 2020 Olympic Games"สิ้นสุดลงนั้น ทางญี่ปุ่นได้เลื่อนการจัด"Rakuten Fashion Week Tokyo"ประจำฤดูกาล"Spring/Summer 2022"ขึ้นมาจากเวลาเดิมเพื่อมาปิดงาน"Tokyo 2020 Olympic Games" ส่วนผรั่งเศสที่จะเป็นเจ้าภาพ"Paris 2024 Olympic Games"ในครั้งต่อไปก็เปิดตัวด้วยงานนิทรรศการที่เกี่ยวกับแฟชั่นในยุคสมัยต่างๆกันถึง 4 งาน

Thierry Mugler, Couturissime: Image MAD Paris

งาน"Thierry Mugler, Couturissime"นั้นจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2021 ถึง วันที่ 24 เมษายน 2022 ที่"Musée des Arts Décoratifs"ใน"Paris" โดยในงานจะจัดแสดงผลงานชิ้นสำคัญของ"Thierry Mugler"ตั้งแต่ปี 1973 ถึงปี 2014 ราคาค่าเข้าชมอยู่ที่ 540 บาท

Vogue Paris 1920-2020: Image Expositions à Paris

งาน"Vogue Paris 1920-2020"จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม ถึง วันที่ 30 มกราคม 2022 ที่"Palais Galliera"ใน"Paris" โดยในงานมีการจัดแสดงภาพปก, ภาพแฟชั่น, ภาพประกอบ และ เสื้อผ้า"Haute Couture"และ"Prêt-à-porter"อีกกว่า 50 ชุด ราคาค่าเข้าชมอยู่ที่ 540 บาท (ราคานี้รวมค่าเข้าชมนิทรรศการ"Une histoire de la mode"ไว้ด้วยแล้ว เนื่องจากจัดในสถานที่เดียวกัน)

Une histoire de la mode: Image Palais Galliera

งาน"Une histoire de la mode"จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2021 ถึง วันที่ 13 มีนาคม 2022 ที่"Palais Galliera"ใน"Paris" ภายในงานมีการจัดแสดงเสื้อผ้าตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 (1701-1800) จนถึงเสื้อผ้ายุคปัจจุบันจำนวนเกือบ 350 ชิ้น ราคาค่าเข้าชมอยู่ที่ 540 บาท (ราคานี้รวมค่าเข้าชมนิทรรศการ"Vogue Paris 1920-2020"ไว้ด้วยแล้ว เนื่องจากจัดในสถานที่เดียวกัน)

Cinémode: Image TF1 & Vous

งาน"Cinémode"โดย"Jean Paul Gaultier"จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 6 ตุลาคม 2021 ถึง วันที่ 16 มกราคม 2022 ที่"La Cinémathèque Française" "Jean Paul Gaultier"ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเขาอยากเป็นนักออกแบบเสื้อครั้งแรกเมื่อได้ดูภาพยนต์เรื่อง"Falbalas"ปี 1945 โดย"Jacques Becker" ภายในงานจะเป็นเรื่องราวของภาพยนต์ที่มีอิทธิพลต่อการออกแบบของ"Jean Paul Gaultier" และเสื้อผ้าของ"Jean Paul Gaultier"ที่ออกแบบให้กับภาพยนต์ ราคาค่าเข้าชมอยู่ที่ 460 บาท

From Left to Right: Thierry Mugler, Couturissime: Image MAD Paris,
Vogue Paris 1920-2020, Une histoire de la mode: Image Palais Galliera, CinéMode: Image La Cinémathèque Française

นอกจากนี้แล้วทั้ง 4 นิทรรศการยังมีหนังสือรวบรวมภาพผลงานที่จัดแสดงออกมาจำหน่ายด้วยโดยที่"Thierry Mugler, Couturissime"มีความหนา 235 หน้า ราคาอยู่ที่ 1,743 บาท "Vogue Paris 1920-2020"มีความหนา 324 หน้า ราคาอยู่ที่ 1,890 บาท "Une histoire de la mode"มีความหนาอยู่ที่ 160 หน้า ราคาอยู่ที่ 770 บาท "CinéMode"มีความหนาอยู่ที่ 240 หน้า ราคา 1,540 บาท

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564

Karl Lagerfeld for Chloé: Fall/Winter 1983-1984

Karl Lagerfeld for Chloé: Fall/Winter 1983-1984

ผลงานของ"Karl Lagerfeld"ที่ทำให้กับ"Chloé"ในฤดูกาล"Fall/Winter 1983-1984" มีส่วนนึงที่นำเอาอุปกรณ์ในห้องน้ำเช่น ก๊อกน้ำ, ฝักบัว, น๊อต มาใช้กับเสื้อผ้า มีทั้งเป็นงานปักหลากหลายวัสดุบนผ้า และนำมาเป็นเครื่องประดับชิ้นต่างๆ

ลายปักและสร้อยคอรูปก๊อกน้ำ: Image Louisa Rogers

ต่างหูรูปฝักบัวและสร้อยคอที่มีน๊อตเป็นส่วนประกอบใน Campaign: Image Louisa Rogers

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564

Inspiration: Gun Holster

เสื้อผ้า พิจิตรา ปี 1984 (Left): Image เปิดกล่องนิตยสารเก่า, Yuhan Wang Spring/Summer 2022(Right): Image Vogue

พอได้เห็นกระเป๋าคาดเอวที่รูปร่างเหมือนซองใส่ปืนแบบโบราณ(สมัยนี้ซองใส่ปืนไม่ใช่ทรงนี้แล้ว)ของ"Yuhan Wang"ก็เลยนึกถึงรูปทางซ้ายมือขึ้นมาทันที เป็นภาพจากนิตยสาร"เปรียว"ปี 1984 เสื้อผ้าน่าจะเป็นของ"พิจิตรา"(จากการเดาและความทรงจำ)ส่วนกระเป๋าคาดเอวน่าจะเป็นของ"ทรงพร วงศ์เหมรัตน์"(เกิดจากการเดาและความทรงจำเช่นกัน เพราะไม่มีรายละเอียดเขียนไว้สำหรับชุดนี้)

หมายเหตุ - กระเป๋าคาดเอวที่มีรูปร่างคล้ายซองปืนนี้เคยเห็นหนแรกน่าจะเป็นของ"Anne Marie Beretta" รูปร่างคล้ายในรูปทางด้านขวามากกว่า แต่ไม่สามารถค้นหารูปประกอบมาให้ดูได้

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564

Archive: Alain Mikli "Plume"

Original Video Fashion Channel

เวลามีคนถามถึงแว่น"Plume"ของ"Alain Mikli"ดิฉันมักบอกว่าเป็นแว่นของ"Claude Montana"อยู่เสมอๆ เพราะจำได้ว่าในช่วงนั้นมันอยู่ในโชว์ของ"Claude Montana" นั่นคือเรื่องที่ทั้งถูกและผิดในเวลาเดียวกัน เพราะมันเป็นงานของ"Claude Montana"ที่ออกแบบในช่วงที่ทำงานให้กับแบรนด์"Complice" ฉะนั้นพอไปหารูปในการแสดงผลงานของ"Claude Montana"เลยหาไม่เคยเจอ


หมายเหตุ - แต่ถ้าไปสืบค้นในเวปไซต์อย่างเป็นทางการของ"Alain Mikli"เขาจะเขียนระบุไว้ว่าแว่นรุ่น"Plume"นั้นผลิตขึ้นในปี 1986 แต่ในการแสดงผลงานของ"Claude Montana"ที่ทำให้กับ"Complice"ในฤดูกาล"Spring/Summer 1983"นั้นก็เป็นผลงานที่ทาง"Alain Mikli"ทำให้เช่นกัน อาจจะเป็นรุ่นที่ผลิตขึ้นเพื่อ"Complice"โดยเฉพาะในตอนนั้น

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

Issey + Kenzo

หน้าปกของหนังสือพิมพ์"Mainichi"ปี 1982: Image Sun Design Institute

การจัดแสดงผลงานร่วมกันของ"Issey Miyake"และ"Kenzo Takada"ที่น่าจะมีเกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียวที่"Tokyo" จากรายละเอียดการเซ็นชื่อที่ด้านหลังของเสื้อเจ้าหน้าที่ของนักออกแบบทั้งสองคนน่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 มกราคม 1982

ด้านหน้าและด้านหลังของเสื้อเจ้าหน้าที่: Image Fashionsnap

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

i-D 40th Anniversary x CDG Wallet


การร่วมมือกันออกแบบระหว่าง"Comme des Garçons"และ"i-D"(หนังสือแฟชั่นชื่อดังที่แทบทุกคนในช่วงยุค 80 ต้องมี) ในโอกาศครบรอบ 40 ปีของนิตสาร"i-D"(ตั้งแต่ปี 1980 จนถึงปัจุบัน) วางจำหน่ายในราคาประมาณ 3,633 บาท

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Walter Van Beirendonck Reflective Sleeves Jacket

 


"Jacket"ที่มีแขนทำจากวัสดุประเภท"Reflective"ของ"Walter Van Beirendonck"จากฤดูกาล"Fall/Winter 1989-1990" ตามรายละเอียดคือ"Walter Van Beirendonck"เป็นคนแรก(อาจหมายถึงกลุ่มแรกหรือรุ่นแรกๆก็ได้)ที่พัฒนาวัสดุตัวนี้ร่วมกับ"3M"(ผู้ที่คิดค้นวัสดุ"Reflective"ขึ้นมาเป็นบริษัทแรก) จากในภาพจะเห็นได้ว่าส่วนแขนทั้งสองข้างที่เป็น"Reflective"มีการเสื่อมน้อยมาก อาจเกิดขึ้นจากหลายเหตุผลเช่นการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี, เมืองนอกมีความชื้นน้อยหรือเป็นชิ้นที่ไม่ผ่านการสวมใส่มาเลยก็เป็นได้

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Limited Edition 2020: LOEWE x Divine

Divine Collection (ที่ไม่ได้มีการผลิต) 2020: Image LOEWE

จากที่เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้ว่า"Jonathan Anderson"จะนำเอาภาพของ"Divine"มาพิมพ์ลงบนผลงานในรูปแบบต่างๆให้กับทาง"Loewe"เพื่อวางจำหน่ายในวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ปรากฎว่าสินค้าส่วนใหญ่ในภาพไม่ได้รับการผลิตออกมาจำหน่ายจริงเนื่องจากปัญหาเรื่องการระบาดของ"Covid-19"

"Divine"มีชื่อจริงว่า"Harris Glenn Milstead"เกิดเมื่อปี 1945 และเสียชีวิตในปี 1988ในขณะมีอายุได้เพียงแค่ 42 ปี "Divine"เป็น"Drag Queen"ที่มีผลงานมากมายหลายด้านทั้งเป็นนักแสดงภาพยนต์, นักร้องรวมไปถึงการเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคสมัยในช่วง 70's - 80's ที่เมืองไทยเองในช่วง 90's เคยมีคลับสำหรับเต้นรำของเกย์ที่ใช้ชื่อว่า"Divine"ตั้งอยู่ในบริเวณสีลมซอย 4 และมีรูปปั้นขนาดเท่าจริงของ"Divine"นอนอยู่บนโซฟาตั้งอยู่บริเวณทางเข้า

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563

นางรำของ"Kansai"

Vintage Kansai Yamamoto Spring/Summer 1981: Image Uniquely Diamond

ลายปักหน้านางรำบนเสื้อของ"Kansai Yamamoto"จากฤดูกาล"Spring/Summer 1981" จะบอกว่าเป็นการดัดแปลงมาจากนางรำของไทยก็ได้ เพราะลักษณะของเครื่องประดับศรีษะกับตำแหน่งการประดับดอกไม้(ตัวนางจะทัดดอกไม้ด้านซ้าย)

Kansai Yamamoto Spring/Summer 1981: Image Europeana

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Inspiration: Givenchy Fall/Winter 1999-2000

Hazel O'Connor in Breaking Glass (1980): Image Pinterest (Left), IMDB (Right)

ผลงานของ"Givenchy"จากฤดูกาล"Fall/Winter 1999-2000"ที่ออกแบบโดย"Alexander McQueen" น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนต์เรื่อง"Breaking Glass"ในปี 1980 ทั้งทรงผม,การแต่งหน้านั้นถอดแบบออกมาจาก"Hazel O'Connor" รวมไปถึงชุดลำดับที่ 57 ในการแสดงผลงานที่เป็น"Catsuit"พิมพ์ลาย"Circuit Boards"ด้วยวัสดุแบบ"Reflective"นั้นมีส่วนคล้ายกับชุดที่"Hazel O'Connor"ใส่แสดงในภาพยนต์เรื่องนี้เป็นอย่างมาก

หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นจากการคาดเดาของผู้เขียนเองไม่ได้มีการอ้างอิงหรือแปลมาจากบทความอื่นๆ ฉะนั้นอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ แหม..ทีหมอดูยังเชื่อกันเป็นตุเป็นตะเลย จะเชื่อดิฉันอีกซักคนจะเป็นไรไป..5..5..5

Breaking Glass (1980): Original Video Golden Eighties

Alexander McQueen for Givenchy Fall/Winter 1999-2000: Image Vogue (Left), haloheliac (Right)

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Thierry Mugler: Fall/Winter 1989-1990

Runway: Image Getty Images (Left), Vintage: Image Goodesignstyle (Right)

เมื่อหลายวันก่อนได้เจอรูปเสื้อของ"Thierry Mugler"จากฤดูกาล"Fall/Winter 1989-1990"เข้าโดยบังเอิญใน"Instagram"ของ"Goodesignstyle" ซึ่งมีสถานะว่าโดนจำหน่ายไปแล้ว เลยลองสอบถามทางร้านไปว่าขายไปราคาเท่าไหร่(ก็อยากรู้ไง..5..5..5) ทางร้านได้ตอบกลับมาว่าขายไปในราคา 4,XXX บาท เพราะชุดมีตำหนิ แต่เท่าที่ดูจากรูปของทางร้าน ชุดนี้ค่อนข้างสมบูรณ์มากๆ แน่นอนว่ามันมีบางส่วนต้องเสื่อมไปตามอายุขัยอยู่แล้ว ก็มันโดนผลิตมาตั้ง 31 ปีแล้ว ที่ตื่นเต้นออกนอกหน้าเพราะผลงานนี้หาค่อนข้างยากแม้แต่ในเวปไซต์ขายของวินเทจดังๆของต่างประเทศก็ยังไม่ค่อยเจอผลงานของฤดูกาลนี้ แถมนี่ยังขายอยู่ในไทยด้วย ชื่อของฤดูกาลนี้ยังค้นไม่เคยเจอ..มันคงมีแหละแต่นี่ยังไม่เจอ..5..5..5 แต่ชุดในภาพนี้อยู่ในส่วนกลุ่มย่อยที่ชื่อว่า"City Samba"(ตามสเก็ตช์ด้านล่าง)

Vintage: Image Goodesignstyle

Thierry Mugler Portfolio: Image Walid Zou'bi

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

Mugler's Nail Rings

Mugler Cruise 2020: Image Vogue

แหวนรูปทรงเล็บประจำฤดูกาล"Cruise 2020"ของ"Mugler"ออกวางจำหน่ายในราคาโดยประมาณ 25,851 บาท/ 5 นิ้ว คือถ้าซื้อครบ 10 นิ้วราคาจะอยู่ที่ 51,702 บาท ราคานี้เป็นราคาโดยประมาณที่แปลงมาจากเงินยูโร และเป็นราคาของสีเงินที่ทำจาก"Palladium"เพียงอย่างเดียว คิดว่าสีอื่นๆน่าจะถูกกว่านี้ เพราะอาจจะผลิตจากคนละวัสดุกัน แหวนเล็บนี้ไม่ได้เป็นของที่คิดขึ้นมาใหม่ แต่"Casey Cadwallader"ได้นำเอามาจากผลงานเก่าของ"Thierry Mugler"ประจำฤดูกาล"Fall/Winter 1988-1989"ที่มีชื่อว่า"Les Infernales"

Mugler Palladium Nail Ring: Image l-insane

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563

Mode en France (1985)

Image Film Art Gallery (Left), Cinema Clock (Right)

ได้ดูหนังสารคดีเรื่องนี้ครั้งแรกที่สยามเซ็นเตอร์นับเป็นความตื่นตาตื่นใจของเด็กอายุ 22 ที่สนใจในแฟชั่นเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ดูเพราะตอนนั้นทางสมาคมฝรั่งเศส(Alliance Française Bangkok)ได้ร่วมมือกับทางสยามเซ็นเตอร์จัดงานประกวดหานักออกแบบแฟชั่นไทยหน้าใหม่ไปประกวดที่ปารีส ซึ่งในการประกวดครั้งนั้นคนไทยที่ได้รับการคัดเลือกไปก็ชนะการประกวดที่ปารีสด้วยไอเดียชุดผ้าไหมไทยที่ได้แรงบัลดาลใจมาจากลูกตะกร้อ

ผ่านเรื่องงานประกวดอะไรนั่นไปก่อน..เพราะรายละเอียดขาดวิ่นมาก แถมไม่มีภาพและข้อมูลหลักฐานที่น่าเชื่อถือมายืนยัน จำได้ลางๆแค่ว่าส่งผลงานไปประกวดกับเขาด้วย ชุดท่อนบนเป็นผ้า"Tulle"สีดำเห็นนม(5..5..5) ท่อนล่างเป็นเหมือนระแนงไม้ทำจากซาตินดำดามลวดแต่งด้วยผีเสื้อ,ดอกไม้ต่างๆนานาที่ทำจากผ้า"Tulle"สีดำ พอเข้ารอบนี่ก็ไปสละสิทธิ์ เพราะกดเครื่องคิดเลขแล้วขาดทุนแน่ๆ ถึงแม้จะมีสปอนเซอร์ก็ตาม แถมถ้าไม่ชนะ..นอกจากขาดทุนกระเป๋าฉีกแล้ว..ยังหน้าแหกอีก พอคิดได้ดั่งนี้แล้วเลยสละสิทธิ์ เอาจริงๆนะ..รู้แต่แรกละว่าชุดตระกร้อต้องชนะ งานวาดดี..มีความเป็นไปได้เมื่อตัดเย็บสำเร็จออกมาแล้ว แถมลูกตะกร้อที่ว่ายังถอดออกจากตัวชุดได้อีก เห็นไหมว่าอีชุดสวนดำทะมึนนั่นแพ้ตั้งแต่ยังเป็นแบบบนกระดาษแหละ

ว่าจะไม่เขียนเป็นไงละ..ยาวยิ่งกว่าการอภิปรายไร้สาระในสภาอีก สารคดีเรื่อง"Mode en France"นี้ ทางสมาคมฝรั่งเศส(Alliance Française Bangkok)ได้นำมาฉายในรูปแบบวิดิโอผ่านทางจอทีวีในระหว่างจัดงานประกวดนักออกแบบในครั้งนั้น