วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ภูติ..ผี..ปีศาจ


ดิฉันเคยเขียนไว้ใน"Facebook"ของตัวเองไว้ว่า"ผีก็เหมือนความรัก ใครที่ยังไม่เคยเจอก็ยังไม่เชื่อว่ามีจริง" นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งมักบอกว่ามันคือความเชื่อหรืออุปทาน และมักหาข้อต่างๆมาโต้แย้ง เพราะเรื่องเหนือธรรมชาติเป็นเรื่องที่..ฝรั่งรับไม่ได้

ดิฉันเคยเจอเรื่องผีมาตั้งแต่เด็กๆ(คงไม่ใช่มองตัวเองในกระจกแล้วตกใจแบบบางคน..5..5..5) บ้านที่เคยอยู่มาแต่ล่ะบ้านทั้งบ้านตัวเอง(ที่ตอนนี้กลายไปเป็นของคนอื่น)และบ้านเพื่อนต่างดุเด็ดเผ็ดมันต่างกันไปคนล่ะแบบ แต่นั่นก็ทำให้ดิฉันรู้ว่าผีนั้นไม่ได้ทำให้ไฟดับๆติดๆหรือเขย่าโต๊ะ,เขย่าเตียงแบบในหนัง..5..5..5 แต่เขามาเหมือนคนปกติ เพียงแต่คนที่เราเห็นหรือเสียงที่เราได้ยินไม่ควรมาในเวลานั้นหรือเขาไม่สามารถที่จะอยู่ตรงนั้นได้อีกแล้ว ผีคือคนตายที่พยายามสื่อสารกับคนเป็น แน่นอน..มันน่ากลัว แต่นั่นไม่ใช่เจตนาของเขา

บ้านเก่าที่บางลำภูกับบ้านเพื่อนที่พงษ์เพชรน่าจะติดอันดับต้นๆของบ้านน่ากลัวในกรุงเทพ ไม่ใช่บ้านร้างหรือบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จตามที่รายการผีชอบพาไปลองของ..ผีที่ไหนจะมาอยู่ย่ะ จะให้ผีนั่งรถเมล์มาต่อสองแถวแล้วซ้อนวินมาหาบ้านร้างอยู่รึไง?..5..5..5

เมื่อหลายปีก่อนเคยฝันว่าตัวเองตาย(ตอนนี้ก็ไกล้แล้ว..5..5..5) แล้วอยู่ในนรก..มีหน้าที่เดินเอกสารระหว่างแผนก..5..5..5 นรกไม่ได้มีไฟร้อนแบบภาพเขียนในวัด(คงพัฒนาแล้ว..5..5..5) กลับมีหน้าตาคล้ายโรงพยายาลของรัฐเก่าๆ พัดลมไม่หมุน ไฟนีออนอ่อนแรงคล้ายจะดับมิดับแหล่ แต่ไม่มีใครกลัว..ก็เป็นผีกันหมด..จะกลัวอะไรอีกล่ะ..5..5..5 แล้วก็มีเสียงเรียกชื่อดิฉันมาจากแผนกประชาสัมพันธ์ของนรกที่อยู่หน้าลิฟท์ ดิฉันเดินไปหาป้าที่อยู่ในเคาน์เตอร์(ดูจากสภาพ..แกคงมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปีพ.ศ.2500..5..5..5) แกบอกว่าให้ดิฉันขึ้นไปข้างบน(ก็สวรรค์นั่นแหละ..)เอาเอกสารไปให้แม่ดิฉันเซนต์ใบรับรองการทำงาน..5..5..5 ดิฉันเดินไปกดปุ่มลิฟท์แบบโบราณ(กลมๆขาวๆนูนๆ) ลิฟท์เก่ารุ่นแบบปลายยุค60เล็กแบบที่จุผี4ตนได้ก็เต็มแล้ว พอลิฟท์เปิดออกดิฉันก้าวเข้าไปในลิฟท์ แน่นอนมีแค่สองปุ่ม..นรกกับสวรรค์ ดิฉันกดปุ่มที่จุดมุ่งหมาย..น่าจะดีใจเพราะได้เจอแม่..แถมได้ขึ้นสวรรค์(ชั่วคราว)..5..5..5 แต่..ดิฉันดูเฉยเมยไม่รู้ทุกข์รู้ร้อน พอประตูลิฟท์เปิดออก..อืม..ม..มันต่างกันจริงๆ..สวรรค์กับนรก ภาพสวรรค์ด้านนอกแลดูคล้ายลอบบี้ของโรงแรมรอแยลคลิฟท์ในช่วงปลายยุค70 สว่างไสวมองออกไปเห็นสระว่ายน้ำกลางแจ้ง มองไปอีกไม่ไกลแม่กำลังเดินมาในชุด"มูมู่"ผ้าไหมลายพร้อยพร้อมแว่นกันแดดทรงผีเสื้อสีเข้ากับชุด แม่เดินเข้ามากอดเหมือนตอนดิฉันเด็กๆ แล้วเอาเอกสารในมือดิฉันไปอ่านและเซนต์ เมื่อเซนต์เสร็จแม่ถามดิฉันว่าไม่อยู่ก่อนเหรอ? ดิฉันส่ายหน้า..แล้วเดินกลับไปที่ลิฟท์ ดิฉันหันกลับไปมองแม่ที่ยืนมองดูดิฉันครั้งนึงก่อนที่ลิฟท์ปิด ฝันก็จบลงแค่นั้น

พอเขียนมาถึงตรงนี้..เสียงเพลง"ยมบาลเจ้าขา"ก็ดังขึ้นมาในโสตประสาท โดยเฉพาะท่อนที่ว่า"เมื่อก่อนนี้เคยเห็นแต่ผีหลอกคน เดี๋ยวนี้ชอบกลเจอแต่คนหลอกผี" หลอกผี..ยังดี บางคนหลอกได้แม้แต่คนรอบข้างหรือกระทั่งตัวเองโดยที่ยังไม่ต้องตาย นั่นดิฉันว่าไม่น่ากลัวแต่น่าขำ

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Spring/Summer 2013 : Seoul Fashion Week Day 1


วันแรกของโซลแฟชั่นวีคเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันจันทร์ท่ามกลางพายุฝน โดยที่โชว์แรกจะเริ่มในเวลา11.00เช้า..ใช่เช้า..เช้าแบบเมืองไทยไม่กล้ามีโชว์ในเวลานั้น และไม่ต้องถามว่ารถติดไหม?..เพราะเวลาออกจากโรงแรมนั้นตรงกับเวลาออกจากบ้านไปทำงานของชาวเกาหลีพอดี อากาศที่เคยเย็นๆ..พอประมาณเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ..นี่ไม่ใช่รายการพยากรณ์อากาศ..ฉะนั้นเข้าเรื่องแฟชั่นโชว์..5..5..5

โชว์แรกของวันเป็นโชว์ของ"Resurrection by Juyoung" เสื้อผ้าค่อนข้างธรรมดาและขายง่ายมากขึ้นถ้าเปรียบเทียบกับคอเลคชั่นเก่าๆของแบรนด์นี้ จุดเด่นของโชว์นี้ไปอยู่ที่การจัดแสงในโชว์ที่สวยมากและแว่นตา ซึ่งนี่ดูคล้ายกับงานโชว์สำหรับแว่นตาและมีเสื้อผ้าเป็นส่วนประกอบมากกว่า ปล่าวน่ะ..ดิฉันไม่ได้คิดไปเอง เพราะในงานนอกจากแว่นตาจะดูเด่นมากแล้ว ยังมีแคตตาล๊อคแว่นตาจากคอเลคชั่นนี้แจกทุกที่นั่ง..ก็สวยจริงๆแหละ แถมยังเป็นงานที่ผลิตในญี่ปุ่นอีกด้วย


โชว์วันแรกนั้นเป็นโชว์เสื้อผ้าผู้ชายล้วนๆ และมีถึง10โชว์ได้ดูประมาณ..ไม่ประมาณแหละ..แค่5โชว์..5..5..5 เพราะการดูโชว์เยอะๆมันไม่สนุกเหมือนอย่างที่หลายๆคนคิด เสื้อสวยก็ดีไป..เกิดไม่สวยหรือไม่ถูกใจขึ้นมามันคือมันคือความทรมานอย่างสาหัส จะเดินออกกลางโชว์ก็..กระไรอยู่..5..5..5 แล้วจากใน5โชว์ของวันแรกดิฉันก็ชอบโชว์ของ"Dominic's Way"มากที่สุด เป็นอีกโชว์ที่ไฟสวยมาก..มาก..น่าจะสวยที่สุดในกลุ่มโชว์เสื้อผ้าผู้ชายที่ได้ดูทั้งสองวัน แม้จะมีบางลายทำให้นึกถึงลายของ"Givenchy"และหมวกที่ทำให้นึกถึง"Junya Watanabe"ก็ตาม แต่ด้วยส่วนประกอบที่เหลืออย่างวัสดุและสไตล์ลิ่งที่ทำให้"Biker Jacket"และ"Bomber Jacket"ดูแปลกตาไปกว่าที่เคยๆเห็นมา


Picture : Seoul Fashion Week , Foxy Lady

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Seoul Fashion Week : Intro


ไม่เคยไปโซลเดือนตุลาแล้วอากาศแบบนี้..ไม่เคยพบไม่เคยเจอ แล้วเด็กชายปลาบู่ก็ไม่เคยทำนายไว้..5..5..5 วันแรกที่ไปถึงอากาศนับว่าร้อนสำหรับโซล..น่าจะ20องศาต้นๆ..นั่นแหละร้อนแล้ว พอวันรุ่งขึ้นฝนตก..อ้อ..ไม่ใช่เรียกว่าพายุดีกว่า ตกหนักลมแรง แน่นอนเปียกกันไปถ้วนหน้า เพราะนึกไม่ถึงว่าฝนจะตกไล่ตามหลังมาจากกรุงเทพขนาดนี้..5..5..5 คืนนั้นอากาศร่วงลงไปเหลือเลขตัวเดียว..ตัวเดียวต้นๆ..อาจมากกว่าศูนย์เล็กน้อย ทรมานเป็นที่สุด แจ็คเก็ตหนังเอาไม่อยู่..อยากได้โค๊ต..ทำนองนั้น..5..5..5

โซล..ก็ยังเป็นโซล คงไม่ได้กลายเป็นโตเกียวหรือกรุงเทพ..5..5..5 "K-Pop"ก็ยังคงรุ่งเรือง..แหม..ก็ของเมืองเขาอ่ะน่ะ และเกือบไร้ซึ่งเพลงดังอย่าง"Gangnam Style" ที่ถ้าจะได้ยินก็จะมาจากร้านของชำเล็กๆหรือโฆษณาบะหมี่ถ้วยในทีวี..ไม่ได้ไปเปิดอยู่ในล็อบบี้แฟชั่นวีคแบบบางประเทศ..5..5..5


ทั้งเมืองอุดม..ท่วมท้นไปด้วยเทรนด์ฮิตอย่าง"Biker Jacket","Bomber Jacket"และ"Baseball Jacket"และลายพราง สียังคงไม่พ้นโทนสีเข้มอย่างดำ,กรมและเทาแบบที่เรียกว่า"Heather Grey" แบรนด์นอกที่ใส่กันเยอะแยะเกลื่อนถนน..ไม่พ้นแบรนด์อย่าง"Givenchy" แต่เท่าที่เห็นคนเกาหลีและสื่อที่ถ่ายรูปคนที่เข้ามาดูงานแฟชั่นวีคจะสนใจของประเภทที่เกาหลีไม่มีขายมากกว่า ทั้งของที่ทำเองและแบรนด์ที่ไม่มีขายในเกาหลี


งานโซลแฟชั่นวีคคราวนี้ย้าย..ย้ายอีกแล้ว..5..5..5 ไปจัดที่"The War Memorial of Korea"และ"Seokyo Xi Gallery" ซึ่งไกลจากโรงแรมที่พัก..มาก..ถึงมากที่สุด ใช้เวลเดินทางไม่มาก..แค่เกือบชั่วโมง..หรือเกินชั่วโมงถ้ารถติด..5..5..5 สถานที่ใหญ่..แต่งานเล็ก..เล็กกว่าเดิมครึ่งนึงเห็นจะได้ แต่จำนวนคนดูเท่าเดิม..แน่นอน..แน่น..แน่นจนบางโชว์ดิฉันโดนดันขึ้นไปยืนอยู่บนสุด ซึ่งถ้าเขาให้เขยิบขึ้นไปอีกนิด..ดิฉันคงไปยืนบนราวไฟข้างบน..5..5..5 ส่วนเรื่องโชว์เดี๋ยวค่อยเขียน..เอาน่าตามนั้น เพราะนี่งานยังไม่จบ คงอาจจะต้องรอให้ถึงวันอาทิตย์นี้ก่อน

Picture : Foxy Lady

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Spring/Summer 2013 : MF Fashion


หนังสือแบบ"E-Book"(ตกลงจะเรียกอะไรกันแน่ดิฉันไม่รู้..5..5..5) จากอิตาลีที่รวบรวมภาพแฟชั่นและสรุปเรื่องราวแฟชั่นโชว์ของฤดูกาล"Spring/Summer 2013"ของเสื้อผ้าผู้หญิง(ของผู้ชายมีออกมาก่อนหน้านี้เคยลงไปแล้วค่ะ)ไว้อย่างละเอียด รูปเล่มสวย,บทความดี..ดูไม่ยัดเยียดผลงานดีไซน์เนอร์แบบหนังสือแฟชั่นชื่อดังของอเมริกา เสียอย่างเดียว..เป็นภาษาอิตาเลี่ยน..5..5..5

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Spring/Summer 2013 : Anrealage


โชว์"Spring/Summer 2013"ของโตเกียวคงไม่น่ามีโชว์ของใครน่าสนใจไปกว่าของ"Anrealage" และนี่ก็เป็นครั้งที่สองแล้วที่ดิฉันเขียนถึง"Anrealage"(ครั้งแรกคือคอเลคชั่น"Fall/Winter 2011-2012") คราวนี้"Anrealage"มาพร้อมกับหนึ่งในเทรนด์ฮิตของฤดูกาลนี้คืองานแบบเรขาคณิต ด้วยคอนเซปสั้นๆว่า"Bone"(คงไม่ได้หมายถึงกระดูกจริงๆ แต่คงหมายถึงโครงสร้างมากกกว่า) งานเกือบทั้งหมดผ่านขั้นตอนการฉลุลายด้วยเทคนิคแบบ"Laser Cutting" ที่เริ่มต้นและจบโชว์ลงด้วยไฟ"Black Light"


Picture & Details : Fashion Snap

Karl Lagefeld : 80's Apartment


Karl Lagerfeld's Apartment in Monte Carlo with "Memphis Design" Furniture (1981)

Picture & Details : Zanone

Tim Walker : Samurai Nuns (2011)


Models : Xiao Wen & Lui Wen

Clothes : Yves Saint Laurent

Hats : Balenciaga

Picture & Details : Nowness

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

H&M X Maison Martin Margiela's Lookbook


หลังจากปล่อยภาพโฆษณาออกมาได้ไม่นาน ทาง"H&M"ก็ออก"Lookbook"ของทั้งหญิงและชายออกมา แต่แบบยังไม่น่าครบ(ตามข่าว) "Maison Martin Margiela"ยังคงใส่ยาก,เข้าใจยากและราคาค่อนข้างสูง..สำหรับบุคคลทั่วไป แต่ไม่น่าจะพลาดสำหรับเหล่าแฟนคลับและนักสะสมที่จะได้มีโอกาศเป็นเจ้าของสินค้า"Maison Martin Margiela"ในราคาแบบนี้ เท่าที่ได้ดูแทบทุกชิ้นนั้นเคยปรากฎอยู่ในคอเลคชั่นปกติของ"Maison Martin Margiela"..และแน่นอนไม่ใช่ราคาแบบนี้ ปลายเดือนนี้ประมาณอาทิตย์หน้ารูปคอเลคชั่นทั้งหมดและราคาน่าจะมีการเผยแพร่ออกตามสื่อต่างๆแล้ว


Picture : Vogue

Spring/Summer 2013 : Seoul Fashion Week's Information Guide


จริงๆเขาก็ส่งมาให้ทุกซีซั่น แต่ปีนี้ดิฉันเพิ่งมีโทรศัพท์ใหม่ที่มีระบบรองรับ(5..5..5) โดยไฟล์"PDF"ตัวนี้จะช่วยไม่ให้เรา(ดิฉัน,สื่ออื่นๆ,บายเออร์..5..5..5)พลาดโชว์สำคัญๆหรือโชว์ที่อยากดู(หรือไม่อยากดู..5..5..5) มันบอกทั้งเวลาโชว์,ประเภทของเสื้อผ้า,สถานที่จัดโชว์,สนามบิน,โรงแรมที่จะเข้าพัก..ฯลฯ

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Spring/Summer 2013 : Seoul Fashion Week's Focus


คราวนี้มีเวลาดูโชว์มีแค่3วัน(จาก8วัน) ฉะนั้นดูโชว์เสื้อผ้าของผู้ชายเป็นหลัก แหม..ทำเสื้อผู้ชายจะให้ไปดูเสื้อผู้หญิงเป็นหลักก็กระไรอยู่น่ะ..5..5..5 อีกอย่างที่ทำ"ไฮ-ไลท์"ไว้ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อถึงนาทีสุดท้าย..5..5..5 แหม..โชว์เมืองนอกเขายังยกเลิกกันเฉยๆเยอะแยะไป ไอ้เราเนี่ยเป็นใครทำไมจะยกเลิกไม่ได้ อีกอย่างเวลาโชว์ของที่โซลไม่เหมือนที่กรุงเทพ นอกจากค่อนข้างตรงเวลาแล้ว..ยัง"โอเวอร์-แลป"กัน แบบว่า.."ถ้าเธออยากจะดูโชว์ฉัน เธอก็ต้องไม่ไปดูโชว์ของอีนั่น"..5..5..5 เป็นการปาดหน้าเค็กกันแบบซึ่งๆหน้า แถมที่จัดโชว์ยังสลับกันไปมาแล้วแถมยังไม่ได้ไกล้กัน วินมอเตอร์ไซค์เกาหลีก็ไม่มีเสียด้วย เลยต้องเลือก..เราไม่สวยเลยต้องเลือก..5..5..5

Spring/Summer 2013 : Light Beam !

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Valentino at 50


อย่าไปคิดอะไรมากกับซีรี่ย์"Milestones"ของ"WWD" มันไม่ได้มีข้อมูลหรือรูปหายากเหมือนอย่างที่มันควรจะเป็น แบบว่าแหม..น่ะ..หนังสือฟรี จะเอาอะไรกันมากมาย 5..5..5

Download : Valentino at 50

Inspiration : Nightclubbing


อิทธิพลเสื้อหนุนไหล่แบบโอเวอร์ไซส์จากยุค80 ที่มองทีไร..ก็นึกถึงหน้าปกอัลบั้ม"Nightclubbing"ของ"Grace Jones"ในปี1981ขึ้นมาทุกครั้ง มันอาจไม่รุนแรงจนกลายเป็นของฮิตหรือเทรนด์ แต่มันก็มีที่มาและที่ไป

Picture : Vogue , Fashionising

Spring/Summer 2013 : 80's Inspiration


หน้าร้อนฤดูกาลหน้ายุค80มาแรงแซงทางโค้ง จะบอกว่าเทรนด์..ก็ไม่กล้า เพราะแฟชั่นมันวนไปมานี่เป็นแค่อีกครั้งของการกลับมาของยุค80 ทั้งศิลปิน,ดีไซน์เนอร์,นักร้องและหนังบางคนและบางอย่างเริ่มดังมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ปลายยุค70 แต่บางคนก็มามีชื่อเอาช่วงยุค80 บางคนมีอายุยืนยาวในอาชีพมาจนถึงปัจจุบัน บางคนก็เป็นได้แค่กระแสสั้นๆในช่วงยุคยุคนั้น ยุค80เป็นยุคที่เต็มไปด้วยงานกราฟฟิคที่ใช้รูปทรงแบบเรขาคณิตและสีสันที่ตัดกันอย่างรุนแรงมาเป็นแม่แบบในการออกแบบ โดยมีต้นแบบและได้รับอิทธิพลมาจากยุค50 ทั้งเพลง,ภาพยนต์,แฟชั่นและดนตรีถือเป็นงานศิลปที่มีแรงบันดาลใจร่วมกัน

Music Icon : เพลงในยุค80นั้นคือเพลงแบบอิเลคโทรนิค,นิวเวฟและพังค์ โดยที่ยังมีอิทธิพลหรือการพัฒนามาจากเพลงยุคก่อนหน้าอย่างดนตรดีสโก้ นักร้องคนสำคัญที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์มักเป็นนักร้องที่ดูผิดเพศอย่าง"Grace Jones"หรือ"Michael Jackson" ผู้ชายที่ดูคล้ายผู้หญิงและผู้หญิงที่ดูคล้ายผู้ชาย เหมือนในเพลง"Walking in the Rain"ของ"Grace Jones"ที่มีท่อนหนึ่งที่ว่า"Feeling like a woman, Looking like a man"

Show : Philip Treacy (London) , Jean Paul Gaultier (Paris)

Artist Icon : ยุค80นั้นแทบจะพุดได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของงานกราฟฟิค เพราะมันไม่ได้เป็นแค่ภาพเขียนหรือสิ่งพิมพ์ แต่มันสามารถสวมใส่หรือใช้ชีวิตอยู่กับมันได้ ศิลปินกราฟฟิคที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในวงการสาขาอาชีพอื่นๆคงไม่พ้น"Memphis Group" ถึงแม้จะได้รับความนิยมอยู่ในช่วงสั้นๆ แต่มันก็รุนแรงและทรงพลัง

Show : Felipe Oliveira Baptista (Paris)

Designer Icon : ดีไซน์เนอร์ในยุคปัจจุบันนั้นวนหยิบยกแรงบันดาลใจจากสามยุควนไปวนมามาหลายปี สามยุคดังกล่าวได้แก่60,70และ80 นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทั้งสามยุคที่กล่าวมาก็ได้แรงบันดาลใจมาจากยุคอื่นๆก่อนหน้านี้ ฤดูกาลนี้แจ็คเก็ตหนุนไหล่,เอวลอยและโอเวอร์ไซส์กลับมาอีกครั้ง โดยพวกโครงสร้างเสื้อหนุนไหล่เอวลอยน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก"Claude Montana"และ"Thierry Mugler" ส่วนเสื้อผ้าแนวที่ประยุกต์มาจากเสื้อแบบญี่ปุ่นน่าจะมากจากผลงานเก่าๆในยุค80ของ"Issey Miyake"

Show : Balenciaga (Paris) , Roland Mouret (Paris) , Veronique Leroy (Paris) , Lanvin (Paris)

Entertainment Icon : ส่วนประกอบส่วนนึงที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับดีไซน์เนอร์ไม่พ้นดนตรีและภาพยนต์ ยุค80มีภาพยนต์ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีหลายเรื่อง แต่ถ้าให้เลือกดิฉันคงเลือก"Liquid Sky"หนังเหนือจริงเกี่ยวกับดนตรี,แฟชั่นและ..มนุษย์ต่างดาว..5..5..5 ส่วนคลับในยุค80นั้นไม่ใช่ยุคของ"Disco"และ"Studio 54"อีกต่อไป มันเป็นยุคของดนตรีอิเลคโทรนิคและนิวเวฟ ส่วนผสมและพัฒนามาจากดนตรี"Disco"กับเสียงสังเคราะห์ คลับที่ได้รับความนิยมและดังที่สุดคงไม่พ้น"The Palladium"ในนิวยอร์ค คลับเต้นรำที่เต็มไปด้วยแสงสีและการออกแบบแบบกราฟฟิค

Show : Jean Paul Gaultier (Paris)

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Spring/Summer 2013 Women's Trends : Biker Jacket


แฟชั่นวนเวียนกลับไป..กลับมา..เร็วยิ่งกว่าแต่ก่อน ทำให้ดิฉันไม่ค่อยแน่ใจในคำกระแหนะกระแหนของดีไซน์เนอร์ชื่อดังผู้หลงตัวเองที่ชอบดูถูกแบรนด์อย่าง"Zara"หรือ"H&M"ว่าเป็น"Fast Fashion" แล้วแบรนด์ใหญ่ๆทั้งหลายแหล่ที่ทำเสื้อตามๆกันออกมานั่นไม่อยู่ในข่าย"Fast Fashion"เหรอค่ะ? แฟชั่นมักมีผู้นำและมีผู้ตามนั่นเป็นเรื่องปกติมาแต่ไหนแต่ไรไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ไอ้เรื่องการ"ยกตนข่มท่าน"นั่นซิแปลก..5..5..5 คราวนี้เป็นคราวของ"Biker Jacket"อีกครั้ง และนั่นคือการทำให้เสื้อผ้าแบบแฟชั่นกลายเป็นเสื้อผ้าแบบจำเป็นต้องมี(Must Have)หรือเสื้อปกติที่ไม่ใช่แฟชั่นอีกต่อไป

Picture : Vogue , WWD

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Cheap & Chic : Re Edit In Paris (2012)


รสนิยมนี่..คล้ายพรสววรค์มันติดมากับตัวเรา มันไม่สามารถมาสร้างหรือสั่งสอนกันที่หลังได้ ที่ว่ามานั้น..คือลอยๆไม่ได้ว่าใครไม่ดี..หรือบอกว่าตัวเองดีเลิศลอย อะไรน่ะ?..ปล่าวไม่ได้อารมณ์เสีย เพียงแค่เบื่อ..เบื่อพวกคนขี้แพ้ที่ชอบปลอบใจตัวเองด้วยคำที่ตัวเองก็รู้ว่ามันไม่ใช่ อ้าว..อย่ามาบูดกันแต่เช้าฉะนั้นต้อง..ฟังเพลงเถิดชื่นใจ..5..5..5

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Fall/Winter 2012-2013 : ELLE Fashion Week

ดิฉันแค่..สงสัย


แหม..เรื่องแฟชั่นดิฉันไม่ค่อยสันทัด..ไม่ค่อยถนัด..5..5..5 เขียนอะไรไป..ก็มีแต่คนบอกว่าผิด แหม..ก็ดิฉันเรียนมาน้อย..ความรู้ต้อยต่ำ..ไม่ได้เป็นศิษย์เอกดีไซน์เนอร์ดัง..5..5..5 แล้วก็..ไม่เคยไปเทคคอสสั้นๆที่นิวยอร์ค,ลอนดอน,มิลาน,ปารีส..แหม..คนมันจน..เลยต้องเจียม..5..5..5 แต่ดิฉันเป็นแค่คนขี้สงสัยคนนึงเท่านั้นเอง และวันนี้ข้อสงสัยก็ยังคงวนเวียนอยู่ในเรื่องเดิมๆ..น่าเบื่อ..5..5..5


Picture : Vogue , GQ , Dazed Digital

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

H&M X Maison Martin Margiela's First Look


ภาพโฆษณาชุดแรกจากผลงานความร่วมมือกันระหว่าง"H&M"กับ"Maison Martin Margiela" โดยมีราคาบนภาพเป็นเงินยูเอสดอลล่าห์และเงินหยวน แจ๊คเก็ตในภาพมีราคาตั้งแต่ประมาณ5,780บาทไปจนถึง7,543บาท ราคาขนาดนี้ลูกค้าทั่วไปคงรู้สึกว่าแพง(หรือแพงมาก..5..5..5) แต่สำหรับแฟนคลับของ"Maison Martin Margiela"หรือนักสะสมนี่คงเป็นราคาที่เรียกได้ว่า"เบาๆ"สำหรับแบรนด์นี้ ส่วนภาพยนต์โฆษณาของคอเลคชั่นนี้จะออกฉายในวันที่ 4 พฤศจิกายน และจะวางจำหน่ายใน 250 สาขาทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 นี้

Picture : Image Amplified

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Spring/Summer 2013 : Saint Laurent Paris


ขณะที่ดิฉันยังงงๆว่าจะ.."Yves Saint Laurent","Saint Laurent Paris"หรือ"Saint Laurent"เฉยๆ ภาพคอเลคชั่นแรกของผู้ชายที่ว่าจะเก็บไว้เป็นความลับก็ไหลมา..เทมา แต่นั่นไม่น่าตื่นเต้นเท่ากับ.."ความไม่น่าตื่นเต้น"..5..5..5 ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากผลงานเก่าๆที่"Hedi Slimane"เคยทำไว้ให้กับ"Yves Saint Laurent"(1997-1999)หรือ"Dior Homme"(2001-2007) เข้าใจน่ะว่านี่คือสไตล์และสัญลักษณ์ของ"Hedi Slimane" แต่ตอนนั้นมันก็10ปีผ่านมาแล้ว..ตอนนั้นมันใหม่และน่าตื่นเต้น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่..ไม่ใช่อีกแล้ว

Picture : Hypebeast , Yves Saint Laurent

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

The Givenchy Files (2012)


อยากได้..แต่คงไม่ได้ มีเงินอย่างเดียวไม่ได้น่ะ..ต้องมีโชคด้วย..5..5..5 และดิฉันก็คงไม่ใช่"หนึ่งในผู้โชคดี"ขนาดนั้น..5..5..5 หนังสือรวมภาพกราฟฟิคจากฝีมือของศิลปินคู่ที่ใช้ชื่อว่า"M/M"ที่เคยใช้ตีพิมพ์เป็นบัตรเชิญแฟชั่นโชว์ของ"Givenchy"ทั้งโชว์แบบ"Haute Couture"และโชว์แบบ"Ready-to-Wear"ของทั้งหญิงและชาย ในช่วงตั้งแต่ปี2007จนถึงปัจจุบัน(2012) ความหนาไม่มากอยู่ที่แค่64หน้าและราคาอยู่ที่ประมาณ1,765บาท แต่มีพิมพ์ออกมาแค่..1,500เล่ม ฉะนั้นคงยากที่จะตกมาถึงมือดิฉัน..5..5..5

Picture & Details : Colette , M/M Paris

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ดิฉันแค่..สงสัย


มันเป็นความบังเอิญ,อิทธิพลหรือก๊อปปี้ อันนี้ดิฉันคง..ไม่กล้าออกความเห็น แต่มันทำให้ดิฉันสงสัยตะหงิดๆที่ดูดีไซน์เนอร์อย่าง"Opening Ceremony"(Carol Lim,Humberto Leon)ดูจะรักดีไซน์เนอร์เกาหลีเหลือเกิน(5..5..5) ไม่ว่าจะเป็นรองเท้ายางใสสีชมพูของ"MIVO"หรือฉากฟินาเล่ของ"Rolliat"ที่มาจากฤดูกาลเดียวกันคือจากโซลแฟชั่นวีคเมื่อปีที่แล้ว(Spring/Summer 2012) แต่ก็เป็นแค่..ความสงสัยน่ะ..5..5..5

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Spring/Summer 2013 : Beefcake !


ฤดูกาลนี้ในโชว์เสื้อผ้าผู้หญิงก็ต้องมีนายแบบด้วย

Spring/Summer 2013 : Jean Paul Gaultier


"Fashion,Art,Sex,and Disco"ประโยคนี้น่าจะนำมาใช้ได้อีกครั้งกับโชว์ของ"Jean Paul Gaultier"ในฤดูกาลนี้ ดิฉันเคยอ่านบทความบทความนึงเมื่อตอนเริ่มฤดูกาลนี้ที่เขียนไว้ว่า อิทธิพลที่มีต่อวงการแฟชั่นที่กำลังจะเกิดขึ้นจะมาจากยุครุ่งเรืองของดีสโก้..จากต้นไปจนถึงปลาย ช่วงเวลานั้นก็คือจากกลางยุค70ไปจนถึงกลางยุค80 ยุคแห่ง"Disco","Glam Rock"และ"Punk"นับเป็นช่วงเวลาที่ดนตรีในประเภทต่างๆรุ่งเรือง,สร้างสรรและหลากหลายมากที่สุด


โชว์ในครั้งนี้ทำให้หลายคนนึกถึง"Studio 54","Le Palace"หรือแม้แต่"Rome Club" โชว์แบ่งออกเป็นหลายช่วงพร้อมด้วยแดนซ์เซอร์ที่เริ่มต้นด้วย"Grace Jones" "Grace Jones"นั้นฝรั่งขนานนามเธอว่าเป็น"Aerodynamics in Design" คือเธอสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินหลายแขนง จากนั้นโชว์ก็เต็มไปด้วยนักร้องแนว"Androgini"อย่าง"Boy George","David Bowie","Annie Lennox","Michael Jackson"ไปจนถึงการปิดท้ายโชว์ด้วย"Amanda Lear"นักร้องที่ไม่ระบุเพศตัวจริงเสียงจริง และแน่นอนในยุคดังกล่าวบนรันเวย์ก็ไม่สามารถขาดนักร้องอย่าง"Madonna","ABBA","Les Rita Mitsouko","Mylène Farmer"รวมไปถึง"Sade"


วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

News : H&M X Anna Dello Russo's Press Day


เมื่อวันที่ 1 ที่ผ่านมาทาง"H&M"(ประเทศไทย)ได้เปิดโอกาศให้สื่อ(ดิฉันแอบไป เขาไม่ได้เชิญ..5..5..5)ได้เข้าชมสินค้าตัวอย่างของ"Anna Dello Russo"ที่กำลังจะวางจำหน่ายในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ที่"H&M"สาขาพารากอน สำหรับคนอ่านบล็อคดิฉันประจำคงไม่ต้องแนะนำ"Anna Dello Russo"กันแล้วว่าเป็นใคร เท่าที่ดูและได้จับสินค้าของจริงดูดีกว่าที่คิดไว้(5..5..5) สินค้าของ"Anna Dello Russo"ค่อนข้างมีข้อจำกัดในการซื้อ ฉะนั้นก่อนที่จะไปซื้อควรเข้าไปอ่านวิธีการซื้อให้ละเอียดก่อนค่ะ คือเขาจะมีเวลาและจำกัดจำนวนชิ้นในการซื้อแต่ล่ะครั้งของลูกค้าแต่ล่ะคน น่าจะเป็นการกำจัดแม่ค้าที่ซื้อของไปเก็งกำไรแบบทางอ้อม รายละเอียดและราคาในภาษาไทยค่ะ > H&M X Anna Dello Russo

ขอขอบคุณ : Hthai (Thailand)  , Picture : Foxy Lady

Spring/Summer 2013 : Dolce & Gabbana , Fausto Puglisi , Fay


คงไม่เขียนจะไม่เขียนแบบ"Best 10"หรือ"Best 5"ของมิลาน ไม่ใช่ไม่มี..มีแต่ความชอบมันไม่เยอะพอที่จะเขียนถึง คือชอบเป็นชิ้นๆหรือแค่บางชุดในโชว์ ด้วยสาเหตุเพียงแค่นั้นคงจะไม่สามารถเอามาเขียนอย่างที่กล่าวขั้นต้นได้

มา..มา..เข้าเรื่อง แหม..เขียนก็ช้า..บทบาทก็เยอะเนอะ ก็ขนาดดูแล้วดูอีกดูหลายๆรอบบางที่ยังเขียนผิด หรือดูไปดูมาไม่ชอบแล้วก็มี อารมณ์แปรปรวน..5..5..5 คนแรกน่าจะชอบเหมือนกันหลายๆคนก็คือ"Dolce & Gabbana" คราวนี้มากับงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปแต่รายละเอียดระดับ"Alta Moda" ดูเสื้อเซทนี้ของ"Dolce & Gabbana"แล้วนึกถึงอยู่สามอย่างแม่,บางแสนและองอาจ นิรมล อย่าถามว่าเกี่ยวอะไรกันเพราะมันจะยาวจนน่าเบื่อ(คือน่าเบื่อกว่าที่เป็นอยู่..5..5..5) ส่วนงานของ"Fausto Puglisi"เคยจะเขียนถึงอยู่หลายรอบ แต่เขียนแล้วลบ..เขียนแล้วลบ ด้วยความที่ไม่แน่ใจในรูปที่ได้มาว่านี่มันคอเลคชั่นไหนกันแน่ เพราะ"Fausto Puglisi"ไม่เคยมีโชว์หรือออกสื่อเป็นเรื่องเป็นราว มีคราวนี้แหละที่เป็นทางการที่สุดแล้ว "Fausto Puglisi"เคยได้ชื่อว่าเป็น"Gianni Versace"คนใหม่ของยุคนี้ ที่ไม่ชอบในคอเลคชั่นนี้คือผ้าพิมพ์ลาย และนี่ก็เป็นครั้งเป็นครั้งแรกที่"Fausto Puglisi"ใช้ผ้าพิมพ์ลาย..ไม่ชอบเลย "Fay"เพิ่งได้ดูแบรนด์นี้หนแรกชอบคอเลคชั่นนี้น่ะ ถึงแม้..จะเป็นคอเลคชั่นเล็กๆเพียงไม่กี่แบบก็ตาม ดูแล้วเป็นยุค60 ทำให้นึกถึงเสื้อผ้าของ"André Courrèges"หรือหนังทีวีอย่าง"The Avengers"


วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Italians Do It Better


(Left) H&M X Anna Dello Russo's Press Key Chain , (Right) Givenchy by Riccardo Tisci's Key Chain
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...