แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Interview แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Interview แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563

Rip-Off or Inspiration: Jim Jarmusch's Quote


บทความส่วนนึงของผู้กำกับชาวอเมริกันที่ชื่อ"Jim Jarmusch"ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ"MovieMaker"เมื่อปี 2004 เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ได้อธิบายไว้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับการขโมยความคิดหรือแรงบันดาลใจ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้"ขโมย"ความคิดเกี่ยวกับอะไรมา เราก็ควรปรับสิ่งนั้นให้กลายเป็นของเรา แล้วถ้าคนทั่วไปยอมรับเราก็จะกลายเป็นต้นฉบับของสิ่งนั้นๆ ไม่ใช่ว่าตั้งหน้าตั้งตาหาขโมยไปเรื่อยๆ

ความจริงบทความนี้ได้อ่านครั้งแรกจากหน้า"About Us"ของ"Inside The Mood" ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับการยกตัวอย่างเปรียบเทียบของที่มีลักษณะการออกแบบคล้ายกัน โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นการขโมยความคิดหรือลอกเลียนแบบ แต่ปัจจุบันนี้ทาง"Inside The Mood"ได้ปิดส่วนที่เป็นของเว็บไซต์ลงไปแล้ว คงเหลือไว้แต่"Twitter"และ"Instagram"

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562

Backstage: Mugler Spring/Summer 2020


น่าจะเป็นวิดิโอเบื้องหลังของ"Mugler"ในฤดูกาล"Spring/Summer 2020"ที่ดีที่สุดเท่าที่มีใน"YouTube" สามารถคลิกที่ลิงค์ใต้วิดิโอเพื่อความละเอียดของภาพต้นฉบับที่คมชัดกว่า

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

เมนาท(ดวงตา) นันทขว้าง


เคยมีคนตั้งคำถามลอยๆว่า.."ทำไมเราไม่มีประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย?" ก็ไม่มีคนทำไง..5..5..5..ตอบแบบทื่อๆดื้อๆ..และสั้นๆ คนที่มีหน้าที่..หมายถึงมีหน้าที่โดยตรงอย่างเป็นทางการ..ก็มักเข้าใจว่าประวัติศาสตร์แฟชั่นไทยคือ..ผ้าไทย,ผ้าไหม,ผ้าทอมือ..รวมไปถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน นั่นจริงๆมันไม่ใช่ประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย..มันเป็นประวัติศาสตร์สิ่งทอ(เอ๊ะ..ใช้คำถูกไหม?..5..5..5) ถ้าเด็กมีความรู้น้อยอย่าไปโทษเด็ก..ต้องโทษผู้ใหญ่หัวหงอก(ดิฉันย้อมแล้ว..5..5..5)ที่ไม่มีข้อมูลให้เด็ก ไม่จำเป็นต้องบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด..ไม่ต้องตัดสินผลงานของใคร แต่น่าจะมีการจัดการแหล่งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับแฟชั่นไทยไว้เป็นวัตถุดิบแก่คนรุ่นหลังๆบ้าง เพราะเดี๋ยวก็ตายกันหมดแล้ว..ประวัติศาสตร์แฟชั่นไทยที่รุ่งริ่งอยู่แล้ว..ก็จะยิ่งขาดตอน


นี่เป็นบทสัมภาษณ์ตำนานอีกหนึ่งหน้าของแฟชั่นไทย และเนื่องจากไม่ใช่บทความที่ลงตีพิมพ์ลงในเล่ม(Vogue Thailand) ดิฉันเลยต้องเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อคนที่อยากอ่าน(ที่ไม่อยาก..ก็ไม่เป็นไรไง..5..5..5)จะได้เข้าไปอ่านตามลิงค์ที่ด้านล่างของบทความนี้ได้ง่ายขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556

Self Service : Spring/Summer 2013


ออกมาน่าจะตั้งแต่เดือนที่แล้ว..ประมาณนั้น ว่าจะเขียนถึง..รายละเอียดก็หายาก บังเอิญเมื่อวานได้เห็นเล่มจริงเลยเอามาเขียนถึงอย่างสั้นๆแล้วกัน หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างหนาและเป็นปกแข็งเลยดูเกินที่จะเรียกว่า"นิตยสาร"..5..5..5 ที่น่าสนใจคือในเล่มนี้มีบทสัมภาษณ์"Riccardo Tisci"พร้อมภาพประกอบ แต่ภายในเล่มจริงๆภาพไม่เต็มแบบที่นำมาลงนี้(แล้วจะไปซื้อทำไมเนี่ย..5..5..5) เพราะภาพส่วนใหญ่โดนพิมพ์อยู่กลางเล่ม..คือภาพจะไม่ต่อกันแบบที่นำมาลง แถมบทสำภาษณ์นี้อยู่เกือบท้ายเล่ม..แบบว่าถ้าเปิดเร็วๆจะเลยไปหาไม่เจอ..5..5..5 แต่ถ้าชอบมาก..หมายถึงชอบ"Riccardo Tisci"มาก..ก..ก ไม่สนใจเรื่องความสมบูรณ์ของภาพและแตกฉานในภาษา ก็สามารถหาซื้อหนังสือเล่มนี้ได้ที่ร้าน"Asia Books"ในราคา 4XX บาทคะ(ว๊าย..ไม่เติมไม้เอกแล้ว..ดีใจจุงเบย..5..5..5)


Picture : Lab Daily

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

High Fashion : Designer Interview


หลังจากที่หนังสือแฟชั่นญี่ปุ่นชั้นดีอย่าง"High Fashion"เลิกตีพิมพ์ไปในปี2010 ก็เหลือแต่เพียงเวปไซท์เพียงอย่างเดียว มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว(เห็นไหม..ช้าอีกแล้ว..5..5..5) มีข่าวออกตามหน้าเวปไวซ์ต่างๆของญี่ปุ่นว่าทางหนังสือ"High Fashion"จะตีพิมพ์เล่มพิเศษออกมาชื่อว่า"Designer Interview" เป็นการรวบรวมบทสัมภาษณ์และภาพถ่ายของดีไซน์เนอร์ทั้งดีไซน์เนอร์ต่างชาติและดีไซน์เนอร์ญี่ปุ่นจำนวน55คน ที่เคยตีพิมพ์ลงในหนังสือ"High Fashion"ในช่วงปี2005-2010 ราคาของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ประมาณ600กว่าบาท โดยจะออกวางจำหน่ายในวันที่21กรกฎาคมนี้ น่าซื้อเก็บ..ถ้าไม่ติดที่บทสัมภาษณ์ทั้งหมดนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่น..5..5..5

Picture : Fashionsnap , Details : High Fashion

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Runway by Campus : November - December 2011


ปล่อยไว้..สองเดือนกำลังดี คนจะได้หาอ่านและเอามานินทาต่อไม่ได้..5..5..5 และดูไม่เป็นการโปรโมทตัวเอง..เดี๋ยวจะกลายเป็น"เซเลป"ดาดๆปนไปกับคนอื่นๆ..5..5..5 แหม..ก็เขียนไปหยั่งงั้นแหละ ชื่อเสียงเป็นเรื่องหอมหวาน ใครๆก็อยากมี,อยากเป็น อยู่แต่ว่า..อยากจนออกนอกหน้านอกตารึปล่าว? หรือแบบหลบในไม่แสดงออก..5..5..5 หนังสือเล่มนี้ไม่น่าจะหาซื้อได้แล้ว..ก็นี่มันเดือนกุมภาแล้วน่ะ "น้องเป้"มาสัมภาษณ์ดิฉันไปตั้งแต่ตอนงานแอลแฟชั่นวีค หลังจากนั้นดิฉันก็ไม่ได้ตามข่าว..เพราะมีแต่ข่าวน้ำท่วม..5..5..5 ชื่อเสียงดิฉันโดนน้ำพัดหายไปก็ตอนนั้น..5..5..5 นี่..อย่ามาหาว่าบทสัมภาษณ์ดิฉันไม่มีประโยชน์น่ะ อย่างน้อยๆก็ฉีกหน้าบทสัมภาษณ์ดิฉันจากหนังสือเล่มนี้เอามาพับกันหลายๆทบ แล้วใช้รองขาโต๊ะ,ขาตู้เย็นหรือขาโต๊ะก้วยเตี๋ยวข้างทาง..ก็น่าจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง..5..5..5

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Visionaries : Tom Ford


เคยลงตัวอย่างสั้นๆไปแล้วครั้งนึง เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดิฉันหารายละเอียดที่ดีกว่านี้ไม่ได้ ผิดถูกก็ว่ากันได้..ก็รู้มาแค่นี้นี่นา..5..5..5 ยังดีกว่าบอกว่า"รู้ดี"แล้วเขียนอะไรผิดๆถูกๆ..เลอะเลือน นี่น่าจะเป็นสารคดีเกี่ยวกับ"Tom Ford"ที่ทำขึ้นเพื่อออกอากาศทางช่อง"OWN"(Oprah Winfrey Network)

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์

ดิฉันรู้จักคุณ"อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์"มานาน..นาน..นานตั้งแต่คุณ"อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์"ยังไม่ได้ทำเสื้อผ้า แต่นั่นมันก็นาน..มาแล้วเช่นกัน คุณ"อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์"เป็นคนที่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงที่ดีหรือแย่ของชีวิต คุณ"อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์"ยังเป็นคนเดิมที่ดิฉันรู้จัก บทความสัมภาษณ์ในหนังสือดิฉันเล่มนี้ จับใจความตามท้องเรื่อง(5..5..5)เริ่มที่คุณ"อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์"มามีร้าน"Anurak"แล้ว ไม่ได้เป็นการสัมภาษณ์ตั้งแต่ช่วงแรกๆของชีวิตคุณ"อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์" ไอ้ดิฉันจะมาสาระแนเขียนเติมก็กะไรอยู่..5..5..5 แต่คุณ"อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์"นั้นทำงานเสื้อผ้ามาตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะมีร้านเป็นของตัวเองแล้วที่สีลม และถ้าจำไม่ผิด..ทำชุดโชว์ด้วยใช่ไหม?..ที่สีเงินๆ..5..5..5


คุณ"อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์"เป็นคน"เนื้อหอม"มาตั้งแต่สมัยโบราณ หมายความว่า..มีคนมาหลงรักอยู่บ่อยๆ มีเด็กๆมาติดเกรียวกราวเวลาไปเที่ยวยามค่ำคืน..5..5..5 บางทีทำให้ดิฉันลำบากใจเรื่องการฝากสาสน์รักไปถึงคุณ"อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์" แหม..ก็สมัยก่อนมันไม่มีเทคโนโลยี่นี่นา จะทำอะไรก็ใช้แรงคน..5..5..5 ไม่เหมือนสมัยนี้บางคนวันทั้งวันนั่งก้มหน้าอยู่หน้ามือถือกด..กด..เลื่อน..เลื่อน..แบบนั้นเขาเรียกว่า"เพื่อนในจินตนาการ"รึปล่าวค่ะ?..5..5..5 บทความทั้งหมดนี้สามารถคลิกเป็นภาพใหญ่ได้ทั้งหมด หรือสามารถเซฟได้โดยวิธีคลิกขวาแล้วเซฟลิงค์


บทความและภาพประกอบทั้งหมดจาก : ดิฉัน เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ธีระพันธ์ วรรณรัตน์


ดิฉันเขียนบทความนี้ขึ้นมาจากเหตุที่งานครบรอบ34ปีของพี่ป้อม"ธีระพันธ์ วรรณรัตน์"โดนเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ก็..น้ำท่วมไง คนเขาเดือดร้อนไปทั่ว..แต่มีบางคนไม่ค่อยเดือดร้อน แถมยังมีหน้าไปบังคับให้คนนั้น..คนนี้..ทำตามอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็น เพื่อเอาหน้า แหม..ชาติหน้าคนพวกนี้ไม่น่าจะได้เกิดเป็นคนอีกน่ะ..น่าจะไปเกิดเป็นจอก,แหน,ผักตบชวา..ลอยไปตามน้ำ จริงๆชาตินี้คนพวกนี้ก็อาการคล้ายๆแบบนั้นอยู่แล้วน่ะ..5..5..5


พอดีเห็นว่าหนังสือ'Lips"เล่มนี้เป็นเล่มพิเศษที่เป็นเรื่องเดียวกัน เลยซื้อมาฉีก..เป็นชิ้นเล็ก..ชิ้นน้อย..สแกนซ่ะ ดิฉันว่า..คนไทยรู้จักดีไซน์เนอร์ไทยน้อยกว่ารู้จักดีไซน์เนอร์ฝรั่ง ฟังดูน่าขำ..แต่มันเป็นเรื่องจริง เราไม่ได้มีองค์กรอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่มาคอยดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ดีไซน์เนอร์ไทยแต่ล่ะยุคผ่านมา..แล้วก็ผ่านไป ไม่สามารถอ้างอิงอะไรได้ มีแต่..ได้ข่าวว่าไปขุดกันมาด่าแต่เรื่องเสียๆหายๆตามบอร์ดใต้ดิน แหมน่ะ..เรื่องชั่วก็มี..เรื่องดีก็เขียนบ้างซิย่ะ..หรือชอบคลุกคลีอยู่กับแต่เรื่องชั่วๆ..5..5..5


พี่ป้อม"ธีระพันธ์ วรรณรัตน์"เป็นดีไซน์เนอร์ดังในยุค80ที่ดิฉันหารายละเอียดมาเขียนเมาท์ยาก เนื่องจาก..ไม่เคยร่วมงานกัน(5..5..5),ไม่เคยเป็นลูกค้า(5..5..5) ประกอบกับพี่ป้อมเป็นคนเงียบ..บ..บ..และเรียบ..บ..บ..ไม่ค่อยมีข่าวและไม่พยายามจะเป็นข่าว บทความทั้งหมดนี้สามารถคลิกเป็นภาพใหญ่ได้ทั้งหมด หรือสามารถเซฟได้โดยวิธีคลิกขวาแล้วเซฟลิงค์

บทความและภาพถ่ายทั้งหมดจาก : Lips เดือนตุลาคม พ.ศ. 2554

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Amanda Lear by Riccardo Tisci


ช่วงนี้เป็นช่วงเว้นวรรคทางด้านแฟชั่นวีค..5..5..5 กว่าจะไปเริ่มใหม่ของผู้หญิงอีกทีก็ที่นิวยอร์คในวันที่8กันยายน..อีกตั้งนานแนะ ฉะนั้นช่วงนี้ใครที่สนใจแฟชั่นเพียวๆหลุดเข้ามาอ่านบล็อคดิฉันอาจอารมณ์เสียได้..5..5..5 เพราะดิฉันจะเขียนแต่เรื่องที่ตัวเองชอบ..และเกลียด พร้อมทั้งนินทาว่าร้ายบุคคลต่างๆ ซึ่งไม่เหมาะแก่บุคคลที่เปราะบางทางด้านอารมณ์..และสมอง ส่วนใครที่แข็งแรงทั้งสองเรื่องน่าจะอ่านได้..โดยไม่มีผลข้างเคียง..5..5..5


ดิฉันเป็นคนที่ชอบคนที่เป็นตัวของตัวเอง..ไม่ยืมบุคลิกของชาวบ้านมาใช้..แล้วบอกว่านี่แหละตัวฉัน แหม..ใครเชื่อก็โง่เกินห้ามใจแล้ว..5..5..5 นี่เป็นอีกหนึ่งคนที่..กลายเป็นแรงบันดาลใจของนักออกแบบหลายๆคน..ทั้งแบบโจ่งแจ้ง..และแอบๆ เธอคือ"Amanda Lear" ไปอ่านคำสัมภาษณ์ของเธอหรือเขา..หรืออะไรก็เถอะ..5..5..5 ที่สัมภาษณ์โดย"Riccardo Tisci"ได้ตามลิงค์ด้านล่างค่ะ


วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

Spring/Summer 2011 : Groundwave


While many Western designers keep plundering vintage boutiques in order to give that reassuring air of familiarity to their clothes, Korean fashion has created a language of its own, embracing a joyful sense of futurism, while respecting sartorial tradition. This is clearly apparent in Korean menswear where strong, influential collections keep on surfacing, such as the ones designed by fashion duo Groundwave.


Think of Kim Sun Ho and Park Jung Eun as the new guard, offering clothes that are edgy, urban and refined at the same time. Working with a restricted colour palette and an independent man in mind, they're bringing youthful energy and powerful silhouettes to Korean menswear, echoing the aspirations of a city that seems keen on building its fashion future and promoting new talent. Their sophisticated sportswear caught my eye last season and interviewing them was a treat.


What were the elements that inspired you for your summer collection?

Kim Sun Ho: We were inspired by the idea of traditional Greek draping, but trying to make it more Korean in a way.

Park Jung Eun: We wanted to combine the flow of Greek draping with our own sensibility and technique, which you also find in traditional Korean clothes. There's a sense of volume in these historical garments that we wanted to translate into completely modern and fresh outfits. We really focused on our silhouettes this time.

How would you define the essence of Groundwave?

P: For me, it's about minimalism and modernism. This season, we found a subtlety in draping that felt exciting for us and we wanted to develop that.

K: Korean fashion is about the finer details and a longing for simplicity. We want our clothes to feel calm and serene. That kind of energy is very important for us.

There's a sense of restraint within Korean fashion that I find interesting. You see a lot of tailoring on young people here, who seem to appreciate its structure and formality. How did you get into fashion?

K: We both studied at Esmod in Seoul. I got a degree in Marketing and Jung Eun graduated in Menswear. That was in 2007.

P: We decided to launch our own label the year after. I was aware of what was going on with menswear fashion in France and Italy. I guess our motivation was to create a Korean brand that felt innovative, but global at the same time. We really want to be perceived as an international line and are not limiting ourselves to our country, even though we show here in Seoul.


What are the challenges for young designers in Korea?

K: I guess there's a pressure to sell when you are new and we have to keep on thinking about our client and whether or not he would wear that specific piece. Being creative and commercial at the same time is the biggest challenge for us, but we try to do our best. We do pretty much everything ourselves: design, production, sales and deliveries. We don't have the luxury of having a large team.

P: Our collections are manufactured in Seoul, too.

Where are you selling at the moment?

P: We are selling at Harvey Nichols in Hong Kong, OAK in New York and gaining new clients each season. We're glad to see that international buyers understand our work. Even when we do asymmetrical cuts or layering effects, we still have the feeling they can read our silhouettes. We like the idea of twisting things in our collections.

K: Our main reference is nature. It can be an old tree in a park or an emotion we have when faced with a particular landscape. We always spend quite a bit of time researching, especially when it comes to fabrics and textures. After that, the design process happens quite organically.

P: We don't really sketch that much, we'd rather drape directly on the mannequin.


Why did you decide to focus on menswear?

P: The womenswear market is saturated right now and there are still avenues to explore within menswear. We see more potential and growth there.

Would you like to show in Paris one day? I'm sure people there would be sensitive to your work.

P: We sell at Rendez-Vous, but would love to do a show there.

K: Paris always had the best designers. We love Helmut Lang.

P: I remember walking into his store in Paris one day and I had a real shock seeing his clothes. I didn't know clothing could be a piece of art, but Helmut Lang's designs definitely had that appeal. His creations were so unique.

When you look at Céline -which Phoebe Philo designs- there are strong echoes of Lang's aesthetic and vision. I think he never really left fashion in a way, even though he no longers makes clothes. Do women wear your pieces, too?

K: We get a lot of questions about that and would like to do womenswear eventually, but we need to figure out how to get there first.

P: We want to develop our menswear accessories for next season. Then let's see how it goes.


Picture : Seoul Collection , Text : Philippe Pourhashemi @ A Shade View on Fashion

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Seoul Fashion Week Spring/Summer 2011 : MVIO


Dazed Digital : What was your starting point for this collection?
MVIO : My life in general, but I especially looked at love and riding for this collection!


Dazed Digital : What kind of riding are you referring to…
MVIO : Horseback riding, motorcycle riding… it doesn’t matter what sort of riding!


Dazed Digital : You worked a lot with contrasts between hard and soft, especially through using silk and leather…
MVIO : Yes, contrasts are always part of my shows. Hard and soft, black and white and so on…


Dazed Digital : Do you have a favourite piece from the collection?
MVIO : The first look, a cropped jacket with exciting proportions and shapes.

Picture : Feet Man Seoul , Text : Dazed Digital